วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557
"สร้างคุณค่าให้กับธุรกิจ หนทางแห่งความอยู่รอด" YES Club: Biz Case #1
การแข่งขันในตลาดค้าปลีกในไทย ยิ่งนับวันจะยิ่งสูงขึ้น ล่าสุด กลุ่มร้านสะดวกซื้อ หรือ Convenience Store (CVS) มียอดเติบโตประมาณ 7% ส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องการขยายสาขา
ในอดีตที่ ผ่านมา 7-11 เป็นยักษใหญ่ ทีคนอื่นๆคงจะแข่งขันได้ยาก เพราะแค่จำนวนสาขา ก็มีไปเกือบจะ 8,000 สาขาแล้ว ส่วนอันดับ 2 อย่าง Tesco หรือ อันดับ 3 อย่าง Family mart ก็มีประมาณ 1,000 กว่าสาขา
แต่อย่างที่รู้กันว่า ปัจจุบัน Family Mart ซึ่งบริหารงานโดยกลุ่ม Central และ Lawson 108 เจ้าใหม่ล่าสุดจากญี่ปุ่น ที่บริหารงานโดยทาง Lawson ญี่ปุ่น และ กลุ่มสหพัฒน์ ทั้งสองกลุ่มนั้น ทุ่มกันสุดตัวในการบริหาร โดยในเท่าที่เห็นในช่วงนี้ อาจจะยังไม่ใช่เป็นการขยายสาขาให้มาก แต่เป็นการปรับเปลี่ยนทุกอย่างให้พร้อมก่อนที่จะ ขยายสาขาเพิ่มในอนาคต
Family Mart ตอนนี้ก็เริ่มที่จะปรับร้านค้า รวมไปกับกลุ่ม Tops และ Central โดยอันไหนที่ซ้ำซ้อน ก็ยกเลิก และ ปรับเปลี่ยนใหม่ เช่น Tops Daily ก็จะเปลี่ยนเป็น Family Mart นอกจากนั้นก็มีการ ทำ Model ร้านใหม่ ออกแบบร้านใหม่ๆ ให้ดู สวยงามทันสมัยมากขึ้น มากกว่า ปัจจุบัน ที่หลายๆคนบอกเป็นเหมือนร้านขายยา
แต่ที่มาแรงสุดๆ น่าจะเป็น Lawson 108 ที่ถึงจะมีสาขาในปัจจุบันแค่ 32 สาขา แต่ก็มีร้าน 108 shop ที่พร้อมจะเปลี่ยนเป็น Lawson อีกกว่า 5-6 ร้อยสาขา และ ตอนนี้สิ่งที่เห็นในร้าน Lawson 108 ก็คือ มีการปรับเปลี่ยนสินค้าและ บริการกันแทบจะทุกเดือน ปัจจุบันก็มีมุมทำอาหาร Bento ซึ่งทำเป็นอาหารตามสั่ง หุงข้าว ทอด ผัด กันตรงนั้น (ถึงแม้จะเป็นการผสมระหว่าง อาหารแช่แข็งกับอาหารสด) มีมุมกาแฟ มีสินค้าเบเกอรี่ สั่งตรงทำสดจาก ยามาซากิ และ สินค้าดังๆนำเข้าจากญี่ปุ่น นอกจากนั้น ยังมีบริการเครื่องถ่ายเอกสาร และ บริการซักรีด ที่เรียกว่าแทบจะเอาทุกอย่างที่ทำได้ มาใส่ไว้ในร้านทั้งหมด แถมมีที่นั่งเป็น Counter พร้อมทั้ง ปลั๊ก สำหรับเสียบชาร์จอุปกรณ์ ไว้ล่อให้ลูกค้ามานั่งชาร์จมือถือ กันอีกต่างหาก ผมคิดว่า Lawson คงจะยังไม่ขยายสาขา จนกว่าจะได้รูปแบบร้านที่ดีที่สุดก่อน และ หลังจากนั้น คงจะเร่งในการขยายอย่างแน่นอน และ เท่าที่ดูผลตอบรับจากสาขาที่มีอยู่ในตอนนี้ ก็ดูดีเลยทีเดียว
7-11 ก็ไม่ยอมน้อยหน้าครับ ล่าสุดมีการให้บริการ โจ๊กปรุงสด ไอศกรีมซอฟต์เสริฟ์ หรือ อาหารใหม่ๆ เช่น กล้วยปิ้ง ข้าวโพดต้ม บางสาขา มีห้องน้ำให้อีกต่างหาก
จากที่บอกมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ทุกๆเจ้า พยายามที่จะนำเสนอ สิ่งที่มีคุณค่าใหม่ๆต่อลูกค้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นในแง่สินค้าหรือ บริการ และ ถ้าใครหยุดอยู่กับที่ อาจจะไปไม่รอดก็เป็นได้ แค่ขยายสาขา อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไปครับ เพราะสินค้าและบริการ ที่สร้างคุณค่า ให้กับลูกค้าให้สมกับคำว่า "สะดวกซื้อ" ก็ต้องพัฒนากันไปเรื่อยๆ
เรามาลองคิดกันเล่นๆ สนุกๆดีกว่าครับ ว่า ถ้าหาก เราเป็นหนึ่งในผู้เล่นในตลาดที่เป็นรอง หรือเป็นร้าน mini mart เล็กๆ ที่ไม่ใช่ เจ้าตลาดอย่าง 7-11... เราจะเพิ่มคุณค่าอย่างไรให้กับธุรกิจของเรา เพื่อให้สามารถแข่งขันและอยู่รอดได้
ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำอย่างไรครับ ??
แชร์ความเห็นของคุณมาที่ คอมเม้นด้านล่างได้เลยครับ
ทุกความคิดเห็นมีค่า ต่อพวกเราทุกๆคนครับ
ARA
#YESCLUB #BIZCase
5 Tips สู่ความสำเร็จ สำหรับผู้ประกอบการ จาก Sir Richard Branson
5 Tips สู่ความสำเร็จ สำหรับผู้ประกอบการ จาก Sir Richard Branson
ท่านเซอร์ Richard Branson บุรุษผู้เป็นต้นแบบของ Entrepreneur อีกคนในยุคนี้ ได้ฝากข้อคิดในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ไว้ให้กับ ผู้ประกอบการทั้งหลายจะได้ลองนำไปปฏิบัติตามกันนะครับ
1. Business = Make the better life
ธุรกิจที่ดีคือ อะไรก็ตามที่ทำให้ ชีวิตของคนอื่นๆดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สินค้าหรือบริการ หากคุณสามารถทำให้ลูกค้า หรือ คู่ค้าของคุณ มีชีวิตที่ดีขึ้น ง่ายขึ้น มีความสุขมากขึ้น ธุรกิจคุณไปได้ดีแน่นอน
2. Great Team Great People
คุณต้องมีทีมงาน และ พนักงานที่ยอดเยี่ยม อย่าลืมดูแล ให้ความสำคัญ ให้ความรู้ กับทีมงานของคุณ เพราะธุรกิจคุณจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ พนักงานของคุณ
3. Best Product & Service
สินค้า หรือ บริการ ที่มีคุณค่าต่อลูกค้า และ คุ้มค่ากับเงินที่เค้าจะต้องจ่ายให้กับคุณ และ คุณต้องมั่นใจว่า ของๆคุณดีกว่าคนอื่นๆในตลาด
4. Promote / Communicate
ทำให้คนรู้จัก สิ่งที่คุณจะขายให้ได้มากที่สุด พยายามเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด ถ้าเป็นกรณีของคุณ Branson เค้าจะทำอะไรที่แปลกๆตลอดเวลา เพื่อที่จะลง หน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ และ ออกข่าวให้ได้มากที่สุด โดยที่เสียเงินน้อยที่สุด
5. FUN
สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องมีความสนุก และ มีความสุข ไปกับ ธุรกิจของคุณ หากสิ่งที่คุณทำอยู่คุณไม่สนุกและไม่ทำให้คุณไม่มีความสุข คุณก็จะไม่กระตือรือร้นที่จะทุ่มเทในการทำงานและพัฒนามันไปให้ดียิ่งๆขึ้นไป
ลองนำข้อคิดดีๆ ไปปฏิบัติกันนะครับ
ชมคลิปต้นฉบับได้ที่ Link ด้านล่างเลยครับ (เป็นภาษาอังกฤษ ไม่มี Subtitle นะครับ)
http://www.youtube.com/watch?v=imLVFCyl5DI
ปล. รูปส่วนใหญ่ที่เราเห็นอาจจะเป็นรูปเท่ห์ๆ ของ คุณ Branson ทางเราเลยเอารูปสนุกของเค้ามาฝากกันครับ จะได้เข้าใจ Tip ในสองข้อสุดท้ายอย่างชัดเจน ว่าความสนุก และ การทำให้ได้ลงสื่อที่เค้าว่ามันหมายความว่าอย่างไร และ คนๆนี้ก็เป็นต้นแบบของการที่ผู้นำองค์กร ออกมาทำอะไรต่างๆเอง ด้วยครับ
ARA
#YESCLUB
ท่านเซอร์ Richard Branson บุรุษผู้เป็นต้นแบบของ Entrepreneur อีกคนในยุคนี้ ได้ฝากข้อคิดในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ไว้ให้กับ ผู้ประกอบการทั้งหลายจะได้ลองนำไปปฏิบัติตามกันนะครับ
1. Business = Make the better life
ธุรกิจที่ดีคือ อะไรก็ตามที่ทำให้ ชีวิตของคนอื่นๆดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สินค้าหรือบริการ หากคุณสามารถทำให้ลูกค้า หรือ คู่ค้าของคุณ มีชีวิตที่ดีขึ้น ง่ายขึ้น มีความสุขมากขึ้น ธุรกิจคุณไปได้ดีแน่นอน
2. Great Team Great People
คุณต้องมีทีมงาน และ พนักงานที่ยอดเยี่ยม อย่าลืมดูแล ให้ความสำคัญ ให้ความรู้ กับทีมงานของคุณ เพราะธุรกิจคุณจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ พนักงานของคุณ
3. Best Product & Service
สินค้า หรือ บริการ ที่มีคุณค่าต่อลูกค้า และ คุ้มค่ากับเงินที่เค้าจะต้องจ่ายให้กับคุณ และ คุณต้องมั่นใจว่า ของๆคุณดีกว่าคนอื่นๆในตลาด
4. Promote / Communicate
ทำให้คนรู้จัก สิ่งที่คุณจะขายให้ได้มากที่สุด พยายามเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด ถ้าเป็นกรณีของคุณ Branson เค้าจะทำอะไรที่แปลกๆตลอดเวลา เพื่อที่จะลง หน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ และ ออกข่าวให้ได้มากที่สุด โดยที่เสียเงินน้อยที่สุด
5. FUN
สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องมีความสนุก และ มีความสุข ไปกับ ธุรกิจของคุณ หากสิ่งที่คุณทำอยู่คุณไม่สนุกและไม่ทำให้คุณไม่มีความสุข คุณก็จะไม่กระตือรือร้นที่จะทุ่มเทในการทำงานและพัฒนามันไปให้ดียิ่งๆขึ้นไป
ลองนำข้อคิดดีๆ ไปปฏิบัติกันนะครับ
ชมคลิปต้นฉบับได้ที่ Link ด้านล่างเลยครับ (เป็นภาษาอังกฤษ ไม่มี Subtitle นะครับ)
http://www.youtube.com/watch?v=imLVFCyl5DI
ปล. รูปส่วนใหญ่ที่เราเห็นอาจจะเป็นรูปเท่ห์ๆ ของ คุณ Branson ทางเราเลยเอารูปสนุกของเค้ามาฝากกันครับ จะได้เข้าใจ Tip ในสองข้อสุดท้ายอย่างชัดเจน ว่าความสนุก และ การทำให้ได้ลงสื่อที่เค้าว่ามันหมายความว่าอย่างไร และ คนๆนี้ก็เป็นต้นแบบของการที่ผู้นำองค์กร ออกมาทำอะไรต่างๆเอง ด้วยครับ
ARA
#YESCLUB
ฌอน เบลนิค (Sean Belnick) Young Millionaire
ขอแชร์บทความดีๆ
ที่เป็นเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ครับ
เป็นเรื่องของ เด็กหนุ่มที่เริ่มธุรกิจตั้งแต่อายุ 14 ปี
ตอนนี้มีกิจการมูลค่าหลายล้านเหรียญ
"อายุ และ ประสบการณ์ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ มันอยู่ที่ว่า คุณกล้าที่จะเริ่มเมื่อไหร่"
-----------------------------
ฌอน เบลนิค (Sean Belnick)
Young Millionaire
เขาอายุ 14 ตอนปี 2001 และมีเงินเก็บอยู่ 5,000 ดอลลาร์ แทนที่หนุ่มน้อยจะเอาเงินนั้นไปซื้อเครื่องเล่นเกมแพงๆ หรือจักรยานเสือภูเขาแบบที่วัยรุ่นเขานิยมกัน ฌอนกลับคิดว่ามันจะดีกว่าไหม ถ้าเขาเอาเงินมาลงทุนขายของในเว็บไซต์ โดยใช้ห้องนอนเป็นสำนักงานใหญ่ พ่อเลี้ยงของเขาเป็นคนให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีเปิดร้านออนไลน์ แต่ฌอนเป็นคนเลือกสินค้าที่จะนำมาประเดิมร้านขายของของเขา
มันเป็นเรื่องแปลกที่เด็กอายุ 14 กลับตัดสินใจเลือกที่จะขายเก้าอี้สำนักงานและเฟอร์นิเจอร์สำหรับภัตตาคาร โบสถ์ โรงเรียน บ้าน คลินิกแพทย์ ฯลฯ
Belnick Inc. ที่ฌอนตั้งขึ้นใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปี ก็สามารถเปิดหน้าร้านในอาคารคลังสินค้าขนาดใหญ่ (Warehouse) เนื้อที่ 3,700 ตารางเมตร เพื่อขายสินค้าควบคู่กับบริการขายผ่านออนไลน์ ตามมาด้วยการเปิดร้าน ขนาดเนื้อที่ 30,400 ตารางเมตร ในรัฐจอร์เจีย เมื่อปี 2007 และปี 2009 จากนั้นจึงรุกตลาดอย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดแผนกบริการใหม่คือ “Microsite” ที่ให้บริการเป็นที่ปรึกษาจัดหาเฟอร์นิเจอร์แก่ลูกค้าผ่านบริการทางโทรศัพท์ และอีเมล์
นอกจากจะประสบความสำเร็จในการบริหาร Belnick Inc. และ BizChair.com แล้ว ในปีที่ผ่านมา ฌอนยังขยายกิจการของเขาด้วยคลังสินค้า และสำนักงานบริการขนาดใหญ่กว่า 65,200 ตารางเมตร ทำให้เขาฉลองการก้าวเข้าสู่วัยเบญจเพส ด้วยยอดขายเฟอร์นิเจอร์ที่สูงถึง 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า
“อายุเท่าไรก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญในเวลาที่คุณคิดจะก้าวเข้าสู่โลกแห่งธุรกิจ มันสำคัญที่ว่าคุณหาแนวทางที่คุณชอบเจอหรือไม่ และต้องการทำมันอย่างจริงจังแค่ไหนต่างหาก”
---------------------------------------------
ขอบคุณรูปภาพและเรื่องจาก: เพจ SET
https://www.facebook.com/set.or.th?fref=photo
"อายุ และ ประสบการณ์ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ มันอยู่ที่ว่า คุณกล้าที่จะเริ่มเมื่อไหร่"
-----------------------------
ฌอน เบลนิค (Sean Belnick)
Young Millionaire
เขาอายุ 14 ตอนปี 2001 และมีเงินเก็บอยู่ 5,000 ดอลลาร์ แทนที่หนุ่มน้อยจะเอาเงินนั้นไปซื้อเครื่องเล่นเกมแพงๆ หรือจักรยานเสือภูเขาแบบที่วัยรุ่นเขานิยมกัน ฌอนกลับคิดว่ามันจะดีกว่าไหม ถ้าเขาเอาเงินมาลงทุนขายของในเว็บไซต์ โดยใช้ห้องนอนเป็นสำนักงานใหญ่ พ่อเลี้ยงของเขาเป็นคนให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีเปิดร้านออนไลน์ แต่ฌอนเป็นคนเลือกสินค้าที่จะนำมาประเดิมร้านขายของของเขา
มันเป็นเรื่องแปลกที่เด็กอายุ 14 กลับตัดสินใจเลือกที่จะขายเก้าอี้สำนักงานและเฟอร์นิเจอร์สำหรับภัตตาคาร โบสถ์ โรงเรียน บ้าน คลินิกแพทย์ ฯลฯ
Belnick Inc. ที่ฌอนตั้งขึ้นใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปี ก็สามารถเปิดหน้าร้านในอาคารคลังสินค้าขนาดใหญ่ (Warehouse) เนื้อที่ 3,700 ตารางเมตร เพื่อขายสินค้าควบคู่กับบริการขายผ่านออนไลน์ ตามมาด้วยการเปิดร้าน ขนาดเนื้อที่ 30,400 ตารางเมตร ในรัฐจอร์เจีย เมื่อปี 2007 และปี 2009 จากนั้นจึงรุกตลาดอย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดแผนกบริการใหม่คือ “Microsite” ที่ให้บริการเป็นที่ปรึกษาจัดหาเฟอร์นิเจอร์แก่ลูกค้าผ่านบริการทางโทรศัพท์ และอีเมล์
นอกจากจะประสบความสำเร็จในการบริหาร Belnick Inc. และ BizChair.com แล้ว ในปีที่ผ่านมา ฌอนยังขยายกิจการของเขาด้วยคลังสินค้า และสำนักงานบริการขนาดใหญ่กว่า 65,200 ตารางเมตร ทำให้เขาฉลองการก้าวเข้าสู่วัยเบญจเพส ด้วยยอดขายเฟอร์นิเจอร์ที่สูงถึง 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า
“อายุเท่าไรก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญในเวลาที่คุณคิดจะก้าวเข้าสู่โลกแห่งธุรกิจ มันสำคัญที่ว่าคุณหาแนวทางที่คุณชอบเจอหรือไม่ และต้องการทำมันอย่างจริงจังแค่ไหนต่างหาก”
---------------------------------------------
ขอบคุณรูปภาพและเรื่องจาก: เพจ SET
https://www.facebook.com/set.or.th?fref=photo
วัคซีนจากความล้มเหลว
มีหลายอย่างในที่ชีวิตคนเราไม่สามารถควบคุมได้
เช่น ความล้มเหลว, ความผิดหวัง เมื่อเราล้มเหลวในชีวิตของเราเอง... คิดแง่บวกซิแล้วจะหาทางออกได้เอง! ฟังดูเป็นทางออกที่ดีและง่าย แต่พอเจอเขากับตัวเองมันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิดแต่ก่อน
มันเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่จะคิดแง่บวกในสถานการณ์อย่างนั้น กับชีวิตของเราเอง
ประสบการณ์ตรงสอนให้ผมรู้ว่า คุณค่าของคนอยู่ที่ว่าเราจะลุกกลับขึ้นมาจากความล้มเหลวนั้นได้เร็วแค่ไหน เราจะพลิกเกมส์จากความล้มเหลวมาเป็นพลังและประสบการณ์ได้เร็วแค่ไหน
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้
1. ความล้มเหลวมันขมและเจ็บปวด
2. ความล้มเหลว, เราไม่ได้ต้องการมันแต่มันก็มา
3. เมื่อเราล้ม, เราไม่สามารถวิ่งหนีมันไปได้, มันอยู่กับเราแล้ว
4. เมื่อเราล้ม, ส่วนใหญ่เราจะไม่เหลือเงิน, และเราก็จะไม่ค่อยเหลือใคร (จะเหลือก็แต่คนที่รักและหวังดีกับเราจริง ๆ)
5. แต่ความล้มเหลวเปรียบเสมือนยาหรือวัคซีนที่ให้เราแข็งแรงขึ้น
การมองความล้มเหลวในแบบนี้ทำให้ผมฮึดขึ้นสู้อีกครั้ง
ความล้มเหลวมันขมจริง, เจ็บปวดจริง, ไม่อิงนิยาย
เราไม่มีทางเลือกอื่น, จะสู้หรือจะปล่อยให้ความพ่ายแพ้อยู่กับเราไปจนตายอย่างคนไร้ค่า มีแค่คำตอบเดียวเท่านั้น... เราต้องกลับมาสู้ และกลับมาให้ได้เร็วที่สุด
ขมเป็นยา เราเรียนรู้จากความล้มเหลวได้, เราเริ่มใหม่ได้, เราไม่ให้ผิดซ้ำได้
ตอนเราถูกฉีดวัคซีนมันเจ็บนะ แต่หลังจากนั้นเราจะมีพลังและภูมิต้านทานกลับมาสู้กับโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้
ผมลุกขึ้นสู้แล้วเรียกความมีคุณค่าในชีวิตกลับมาได้อีกครั้ง
เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน, ชีวิตมีลงมีขึ้น ผมไม่สามารถห้ามปัญหาหรือความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตผมอีก แต่ตอนนี้ผมได้รับวัคซีนที่จะทำให้ผมกลับลุกขึ้นมาสู้ได้เร็วขึ้นและจิตใจ ที่เข้มแข็งขึ้น พร้อมรับด้วยรอยยิ้มและใจที่มีสติ
การเตรียมตัวที่ดีสามารถเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จในการทำสิ่ง ต่าง ๆ แต่ต้องอย่าลืมเตรียมใจกับความผิดหวังและล้มเหลวโดยปัจจัยที่เราไม่ได้คาด คิดมาก่อน เตรียมแผนสำรองไว้นะครับ อย่าประมาทเพราะชีวิตคือความไม่แน่นอน
ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะครับ
NLK
#yesclub
ทฤษฎี กับ เรื่องจริงๆ
สำหรับคนที่เรียนทางด้านบริหารธุรกิจมาคงได้เรียนรู้ ทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจมามากมาย ตั้งแต่ในด้านการตลาด การบริหาร การวางกลยุทธ์ หรือ แม้ในแต่เรื่องการควบคุมการผลิต ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เรียนมาก็จะถูกปลูกฝังอยู่เสมอ ว่าต้องเชื่อและต้องทำตาม เพราะทฤษฎีนั้นเกิดจากการที่นักวิชาการได้ทำสำรวจและศึกษา เศรษฐกิจ ตลาด และจากผลของการดำเนินธุรกิจของหลากหลายบริษัทชั้นนำ จากนั้นนำมาวิเคราะห์และสรุปเป็นทฤษฎี
แต่ในความเป็นจริงนั้น ทฤษฎีต่างๆนั้นแทบจะไร้ประโยชน์มากๆหากคนที่รู้ไม่นำไปปฏิบัติในชีวิตจริงใน การทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบการศึกษาในไทยนั้นปลูกฝังให้นักเรียนท่องจำ แต่ไม่เข้าใจ พอถึงเหตุการณ์จริงๆก็นำไปประยุกต์ใช้ไม่ได้ แต่คุณรู้มั๊ยครับว่า ยังมีที่แย่และร้ายแรงกว่านั้น คือ นำทฤษฎีไปใช้ในแบบผิดๆ หรือใช้ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม
ก่อนอื่นๆ เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทฤษฎีนั้นเกิดจากการรวบรวมข้อมูลในอดีต และ นำมาสรุปวิเคราะห์เป็นทฤษฎี ผมขอย้ำนะครับ ว่าเป็น ข้อมูลใน “อดีต” ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างไม่มากก็น้อย และ ทฤษฎีต่างๆมักจะมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขอยู่ตลอดเวลา แต่คนไทยเราบางครั้งอาจจะรับรู้ได้ช้ากว่าทางประเทศตะวันตก ซึ่งหนังสือเรียนเค้ามี Update กันเกือบจะทุกปี แต่ในบ้านเรา 10 ปีผ่านไป เรายังใช้หนังสือและความรู้เล่มเดิมๆกันอยู่เลยครับ
ที่ผมบอกไปว่า การนำทฤษฎีไปใช้ในแบบผิดๆ หรือใช้ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม อาจจะทำให้เกิดผลเสียร้ายแรงได้ เนื่องจาก เรานำสิ่งที่เรียนรู้มาไปใช้โดยไม่ได้ ประยุกต์ปรับเปลี่ยน หรือ ดัดแปลงให้เหมาะสมกับ ธุรกิจของเรา เช่น
- ทฤษฎีส่วนใหญ่มาจากอเมริกา สภาพแวดล้อม และ ตลาดต่างๆเกิดขึ้น อเมริกา แต่เราประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ซึ่งสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมก็แตกต่างกันอย่างมาก
- บริษัทที่เค้าสำรวจและวิเคราะห์ในการทำทฤษฎี ส่วนใหญ่เป็นบริษัทใหญ่ระดับโลก แต่ธุรกิจเราอาจจะเป็นแค่ SME เล็กๆในประเทศเล็กๆ
ทฤษฎี ที่ผมเห็นคนใช้ผิดเป็นประจำ เช่น บริษัทต้องมี Vision และ Mission เราก็ทำตามที่ฝรั่งเค้าบอก โดยไม่ได้เข้าใจมันอย่างแท้จริง บริษัทแทบจะทุกบริษัทมี Vision และ Mission ที่สวยหรู แต่ไม่มีใครเข้าใจ แม้แต่ เจ้าของเองก็ยังไม่เข้าใจ หรือจะเป็นเรื่อง ของ KPI, Balance Score Card หลายต่อหลายบริษัท ทำขึ้นมาโดยไม่ได้สะท้อนถึงหลักจริงๆของ ทฤษฎีเหล่านี้ ว่าเค้าทำมาเพื่ออะไร และทำไปทำไม แต่ก็อยากดูดี อยากเท่ ก็เลยนำไปใช้ สรุป คนที่ปวดหัว ก็คือ พนักงานที่ต้องมานั่งสรุปข้อมูล KPI อะไรก็ไม่รู้ ที่ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทเลย
ยิ่งเป็นพวกกลุ่มทายาทธุรกิจต่างๆที่จบมาจากนอก พอกลับมาก็ไม่เคยที่จะลงไปคลุกคลีกับการทำงานในระดับล่างๆ มาถึงก็ได้รับตำแหน่งใหญ่ๆโตๆ หลังจากนั้นก็ปรับเปลียนแก้ไขทุกอย่างให้เป็นตามแบบที่เรียนมาก หรือที่มีประสบการณ์มาจากเมืองนอก สุดท้ายไม่เข้าใจในธรรมชาติของธุรกิจตนเอง ก็เจ๊งกันไปหลายราย แต่ก็มีหลายกลุ่มบริษัทที่มีลูกหลานที่มีฝีมือ ที่รู้จริงและสามารถประยุกต์หลักการบริหารให้เข้ากับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะ สม
ประเด็นที่ผมอยากจะสื่อในบทความนี้คือ ทฤษฎี มันดี ถ้าเรารู้จักใช้ให้เป็น โดยเราต้องเข้าใจถึงที่มาที่ไปของแต่ละเรื่อง หลังจากนั้นเราจึงนำไปคิดและวิเคราะห์ต่อและปฏิบัติให้เหมาะสมกับธุรกิจของ เราเอง เราไม่จำเป็นต้องทำตามบริษัทใหญ่ ทำตามชาวตะวันตกทุกอย่าง เราควรจะเรียนรู้มาเพื่อปรับปรุงและประยุกต์ให้เป็นกลยุทธ์และทฤษฎีสำหรับคน ไทยอย่างเราๆ ไม่ว่าคุณจะฟังเรื่องราวต่างๆมาจากใคร อย่าเพิ่งปักใจเชื่อจนกว่าจะได้ลองและลงมือทำเองและเห็นผลสำเร็จเองครับ
ARA
#yesclub
5 กับดักที่ทำให้คนที่เพิ่งออกมาทำธุรกิจตัวเองล้มเหลว
วันก่อนมีเพื่อนผมคนหนึ่งได้ลาออกมาทำธุรกิจของตัวเองอย่างเต็มตัวแล้ว เพื่อนๆ หลายคนแสดงความยินดีที่ได้หลุดพ้นจากวังวนพนักงานออฟฟิศไม่ต้องเครียด ไม่ต้องเจอปัญหาเดิมๆ อีกแล้ว ผมก็ยินดีกับเค้าด้วย ครับที่อย่างน้อยๆ ได้เริ่มต้นทำตามความฝันตัวเอง แต่พอเพื่อนผมพูดว่าวันแรกของการทำงานจะจัดของจัดบ้าน แล้วไปพักผ่อนฉลองอิสรภาพเท่านั้นล่ะครับ ผมอึ้งเลย เพราะปัญหาหลักๆ เลยของคนออกมาทำธุรกิจตัวเองคือมีอิสระมากเกินไปทั้งเวลาและความคิด นี่เป็นสิ่งที่คนทำธุรกิจต้องผ่านเป็นด่านแรกๆ เลย ผมขอเล่าเป็นข้อๆ ว่ากับดักอะไรที่ผมเคยเจอและคุณจะต้องเจอครับ
1. ไม่รู้ว่าออกมาแล้วต้องทำอะไรบ้าง
คนเคยทำงานประจำ เปรียบเหมือนอยู่ในค่ายทหาร ต้องมีระเบียบวินัย เข้าออกงานตรงเวลา มีเจ้านายบังคับบัญชาว่าต้องการอะไรบ้าง แต่พอคุณมีเวลาเป็นของตัวเองแล้วคุณก็เหมือนทหารปลดประจำการ มันเคว้ง ถามคนที่ออกจากงานมาทำธุรกิจแล้ววันแรกที่ทำงานคุณทำอะไรครับ ผมเชื่อว่าเกินครึ่งไม่รู้ว่าวันแรกจะทำงานอะไร เลยทำให้ส่วนใหญ่ไปเดินช้อปปิ้ง กินเที่ยวฉลองการเป็นอิสระครับ เรื่องนี้ผิดนะครับ คุณควรเริ่มธุรกิจของคุณในวันแรกทันที ให้เหมือนที่คุณเริ่มงานวันแรกในการเป็นลูกจ้างที่คุณก็ไม่ได้เริ่มวันแรก ด้วยการหยุดงาน
2. ขาดวินัย
หลายคนรวมทั้งผม เคยจินตนาการว่าเมื่อได้ทำธุรกิจของตัวเองคุณจะเริ่มทำงานสายๆ เลิกงานดึกๆได้เพราะเป็นธุรกิจเราเอง ที่ทำอย่างนี้เพื่อชดเชยที่เราเคยถูกบังคับให้ตื่นเช้าไปเข้างานให้ตรงเวลา ในช่วงที่เราเป็นลูกจ้าง เชื่อผมเหอะวันแรกของการทำธุรกิจคุณจะตื่นสายตามที่คุณฝันครับ แต่ที่แย่คือคุณจะเหนื่อยและเลิกงานเร็วกว่าตอนเป็นลูกจ้างอีกตะหาก (ชดเชยสองเด้งเลย) อันนี้บอกไว้เลยว่าไม่ควรทำอย่างยิ่งครับ ยิ่งถ้าคุณมีลูกน้องด้วย ลูกน้องคุณจะเอาเป็นแบบอย่างแน่นอน (ไม่เชื่อลองดูตัวเองว่าเคยเอาอย่างหัวหน้าที่ชอบมาสายมั้ย) วันแรกของการมีอิสระก็วัดตัวตนของคุณได้พอสมควรแล้วว่าคุณลาออกมาเพราะอยาก ทำธุรกิจหรือแค่ไม่อยากทำงานประจำ แต่ไม่เป็นไรครับ คนเราปรับปรุงตัวได้ ถ้าตอนนี้ธุรกิจใครที่ยังไม่มั่นคง แต่ทำงานสัปดาห์ละไม่ถึง 5 วัน ที่เหลือเที่ยวก็ควรปรับปรุงตัวด่วนเลยนะครับ
3. มีเวลาเยอะเกินไปทำให้ผัดวันประกันพรุ่ง เฉื่อยชา ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ
การมีเวลาเยอะมันดีนะครับ แต่การมีเวลาเยอะเกินไปจนเรียกว่าเหลือเฟือมันไม่ดี เมื่อมีเวลาเยอะคุณจะพยายามทำงานให้เสร็จตามเวลาที่คุณมี งานเดียวกัน ถ้าคุณมีเวลา 8 ชั่วโมง คุณก็จะทำเสร็จโดยใช้เวลา 8 ชั่วโมง ถ้าคุณมีเวลาชั่วโมงเดียว คุณก็จะทำได้เสร็จในเวลาชั่วโมงเดียว ด้วยผลงานที่ออกมาเหมือนๆ กัน แนวทางที่คุณควรแก้ไขคือ จำกัดเวลาทำงานครับ งานที่ทำเสร็จชั่วโมงเดียว ก็ต้องทำให้เสร็จในชั่วโมงเดียว ถ้าวันๆ นึงคุณมีงานให้ทำน้อย แต่ยอดขายยังไม่ถึงเป้า แปลว่าคุณต้องทำอะไรเพิ่มแล้ว ไม่ใช่ทำงานไม่สร้างคุณค่า หลอกตัวเองไปวันๆ ว่างานยุ่งจนไม่มีเวลาทำอะไร อย่าลืมนะครับว่าตอนคุณยังไม่ออกจากงานคุณเคยบ่นว่าถ้าทำธุรกิจตัวเองฉันคง ทำอะไรเต็มที่และทำได้มากกว่านี้
4. คิดจะทำทุกอย่างในเวลาเดียวกัน ทำให้แบ่งเวลาไม่ถูก
บางคนก็มั่นใจในตัวเองมากครับว่าเก่งกาจ สามารถทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันได้ พอออกมาแล้วมีเวลาเยอะ ยิ่งมั่นใจเลยว่าทำได้ แต่จริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผลออกมาคือเละทุกอย่างครับ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะเราทำหลายเอย่างมากเกินไป ไม่มีเวลาไปเน้นในสิ่งที่ทำอยู่แล้วให้ดีขึ้น ครึ่งๆ กลางๆ นั่นก็ดี นี่ก็ใช่ ทำพร้อมกันเละพร้อมกัน คุณควรทำไปทีละอย่างเท่านั้นครับ ถ้าอดใจไม่ไหวจริงๆ (เหมือนผม) ให้เลือกทำแค่ครั้งละ 2 อย่างครับ อย่างนึงเป็นหลักเน้นให้มาก อีกอย่างเป็นงานเสริมไป แต่ต้องแบ่งเวลาให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรเวลาไหนครับ
5. รู้สึกเคว้งคว้าง ไม่มั่นคง จนอยากกลับไปทำงานประจำเหมือนเดิม
หมดกำลังใจก่อนสำเร็จ ออกมาไม่ถึงเดือน ยังหาลูกค้าไม่ได้ ไม่มีเงินเข้า รู้สึกไม่มั่นคง คิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับทำธุรกิจ เลยกลับไปทำงานออฟฟิศเหมือนเดิมกินเงินเดือนสบายกว่า การทำงานเป็นลูกจ้างเหมือนกับการปลูกพืชสวนครัวครับ เดือนเดียวก็กินได้แล้ว แต่การทำธุรกิจตัวเองก็เหมือนคุณปลูกไม้ยืนต้น คุณต้องอดทนรอคอยความสำเร็จได้ เหมือนเริ่มตั้งแต่ปลูกต้นกล้าเอง รอมันเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ออกดอกออกผลแล้วค่อยเก็บเกี่ยว ถึงจะนานแต่คุณเก็บเกี่ยวได้ตลอดชีวิต ที่คุณท้อเพราะแค่ยังไม่ชินกับการปลูกไม้ยืนต้นเท่านั้นเองครับ
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เริ่มทำธุรกิจและคนที่กำลังท้อแท้นะครับ ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่เหมาะกับการทำธุรกิจเพราะทำแล้วทุกอย่าง ผมอยากให้คุณถามตัวเองจริงๆ ว่าคุณได้ทำทุกอย่างที่ต้องทำแล้วจริงๆ หรือเปล่า
#yesclub
KAL
วิจัยการตลาดสำคัญไฉน
ตั้งแต่เริ่มเรียนวิชาการตลาดวิชาแรก ก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำวิจัยการตลาด ตอนนั้นยังไม่เข้าใจว่าทำไปทำไม ยังทำเล่นๆ เอาแบบสอบถามไปกรอกเองมั่ง อยากได้คำตอบอะไรก็กรอกๆไป บางครั้งได้คำตอบก่อนจะทำแบบสอบถามเสร็จอีก (ไม่ดีนะ ครับห้ามทำตาม) พอโตมามากๆขึ้นได้ทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับการวิจัยการตลาดโดยตรง ทำให้เข้าใจขึ้นมากๆ ทุกข้อมูลที่ได้มามีประโยชน์ในการทำงานไม่มากก็น้อย แต่ดีกว่าที่ไม่มีเลยแน่ๆ ตราบใดที่ข้อมูลในมือเรายังไม่มีมากพอจะตัดสินใจอะไร จะเข้าใจอะไรในภาพรวมหรือประเด็นย่อย หรือยังมีอะไรที่ต้องการจะรู้อีก การวิจัยการตลาดจะยังมีความสำคัญอยู่
วิจัยการตลาดคืออะไร
ถ้าคำว่า search แปลว่าค้นหา คำว่า research ก็คือการค้นหาอีกรอบ ค้นหาซ้ำๆ ค้นหาจนกว่าจะเจอสิ่งที่ต้องการ ประเด็นหลักในการทำวิจัยการตลาดให้ดีคือ 1. ตั้งคำถาม และ 2.หาคำตอบ ง่ายๆเท่านี้เลย ตราบใดที่สามารถตั้งคำถามได้ถูกต้อง เราก็จะหาวิธีหาคำตอบให้สอดคล้องกับคำถาม ตลอดทางที่ผ่านมาผมเจอคนที่ตั้งคำถามผิดมาเยอะมากทำให้สุดท้ายตอนคำตอบออกมา ก็ไม่สามารถตอบข้อสงสัยได้ และในกรณีที่แย่คือเสียเงินเปล่า เพราะต่อให้หาคำตอบที่ถูกต้องได้แต่กลับไม่ทำให้เกิดประโยชน์ใดๆ
หลักการง่ายๆ
ที่ผมบอกว่าการวิจัยตลาดมีความสำคัญแต่ไม่ได้หมายความว่าอ่านบทความนี้ แล้วจะรีบติดต่อไปยังบริษัทวิจัยเพื่อทำการวิจัยการตลาดให้บริษัท หรือให้กับธุรกิจของคุณทันที การที่ให้บริษัทวิจัยมาช่วยนั้นเป็น 1 ในหลายๆวิธีเท่านั้นเอง แต่ประเด็นสำคัญเลยอย่างที่บอกไปคือการตั้งคำถาม หากคุณลองตั้งคำถามขึ้นมาแล้ว ให้ถามคำถามที่ลึกขึ้นมากขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งสมมติฐานของสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น พยายามซอยย่อยคำถามให้มากที่สุด และเมื่อคุณได้คำถามที่ละเอียดมากๆ ทุกๆคำตอบที่คุณจะหามาได้ จะตอบคำถามย่อยๆจนรวมกลายเป็นคำตอบใหญ่ได้ ยิ่งคุณตั้งสมมติฐานมากขึ้นเท่าไร ตั้งคำถามมากขึ้นเท่าไร การทำการวิจัยการตลาดนั้นจะเข้าเป้ามากขึ้นตามเป็นเงาไป และเมื่อเราได้คำถามที่ถูกต้องแล้ว เราจะเริ่มมองเห็นทางว่าเราควรจะหาคำตอบยังไง
คำตอบอยู่ที่ไหน
1. หาข้อมูลเองเลยครับ ง่ายเลยครับข้อมูลอยู่รอบๆตัว คุณจะลอง search ข้อมูลต่างๆผ่าน internet ก่อนก็ได้เพื่อความรวดเร็ว และเดี๋ยวนี้ข้อมูลหลายๆอย่างก็มีอยู่ใน internet เรียบร้อย ลองใช้เวลาค้นหาดูซักหน่อย ลองๆไล่ไปตามคำถามที่เราตั้งขึ้นมาทีละข้อๆ อันไหนหาได้ลองโน้ตเอาไว้ หาไปเรื่อยๆได้คำตอบแค่ไหนก็ถือว่ามีแค่นั้น
2. หาข้อมูลเองอีก แต่ทีนี้เราลองถามคนรอบๆข้าง ถามผู้รู้ ถามผู้บริโภคโดยตรง ไป observe จริงตามสถานที่ที่เกี่ยวข้อง การไปคุยกับร้านค้าต่างๆ ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกมากๆ และจะได้ข้อมูลที่มีประโยชน์มากๆ อาจจะขัดกับสิ่งที่คุณรับรู้มาตลอดก็เป็นได้ ตลอดทางที่ผ่านมาคุณอาจจะมั่นใจว่าสินค้าคุณดีมาก มีประโยชน์สุดๆ แต่พอไปถามผู้บริโภค หรือตามร้านค้าเองกลับได้คำตอบที่แตกต่างออกไป คุณจะได้กลับมาแก้ไขให้ถูกต้องได้ วิธีนี้ผมชอบมากและใช้เป็นแนวทางหลักในการทำงานมาโดยตลอดครับ
3. จ้างบริษัทวิจัยตลาดมาทำ อันนี้ง่ายขึ้นครับ แลกกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นครับ ส่วนผลขึ้นอยู่กับมุมมองของนักวิจัย และโจทย์คำถามที่เราตั้ง
4. กึ๋น ไม่ใช่ถามกึ๋นนะครับเพราะคงไม่ได้คำตอบอะไรกึ๋นไม่สามารถสื่อสารได้ แต่ผมกำลังหมายถึงความเก๋าส่วนตัวของคนๆนั้น เจ้าของธุรกิจใหม่ๆอาจจะไม่มีประสบการณ์ขนาดใช้กึ๋นใช้ความเก๋าในการตัดสิน ใจได้ การใช้วิธีอาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี แต่หากใครก็แล้วแต่ที่เดาใจผู้บริโภคได้ออกการใช้กึ๋นใช้ความเก๋าในการ ตัดสินใจจะส่งผลมากๆ ผมยกตัวอย่าง Steve Jobs กับ Apple เค้าเองไม่เคยใช้วิจัยการตลาดเลย แต่เค้ามองผู้บริโภคออกว่าต้องการอะไรครับ
ใครจำเป็นบ้าง
จริงๆไม่ว่าใครก็จำเป็นนะครับสำหรับการทำวิจัยการตลาด ยกเว้นว่าคุณจะรู้คำตอบอยู่แล้ว อันนั้นไม่จำเป็นต้องทำ แต่สำหรับคนไม่รู้นั้นควรครับ เพราะหากคุณติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรกคุณจะติดผิดไปตลอดจนเม็ดสุดท้ายและ ท้ายสุดคุณจะได้ผลลัพธ์ที่เป็นลบกับแผนธุรกิจหรือนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ ดี
ยังไงต่ออีก
แล้วต้องเชื่อทุกอย่างที่แบบสอบถามบอกมั้ย ต้องเชื่อทุกอย่างที่ผู้บริโภคบอกรึเปล่า ผมบอกเลยว่าไม่ครับ เอ้าไม่เชื่อแล้วไปถามทำไมให้เสียเวลา เสียเงินเสียทอง จริงๆผมต้องบอกว่าข้อมูลเป็นเรื่องหนึ่ง คุณจำเป็นต้องเอามาประเมิน คิดวิเคราะห์เพิ่มเติมอีกและในหลายๆครั้งผู้บริโภคนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้อง การอะไร เราจำเป็นต้องจับให้ออกว่าลูกค้าต้องการอะไร คำพูดต่างๆ ท่าทางต่างๆ คำถามเชิงจิตวิทยา รูปถ่ายที่เอามาโชว์ให้ดู การแต่งตัว ความคิด ความฝัน ทัศนคติ ลักษณะบุคลิก การดำเนินชีวิต ปัญหาต่างๆ จะเป็น non-verbal ที่มีประโยชน์มาก เราจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสิ่งที่ผู้บริโภคบอก กับการวิเคราะห์ประเมินในหัวของคุณและแปลงมันเป็นกลยุทธ์แปลงเป็นคำตอบที่ดี ให้กับคุณเองครับ
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด
ทำวิจัยการตลาดให้เหมาะสมกับธุรกิจ ทำให้เหมาะกับเหตุการณ์ ธุรกิจที่ขนาดไม่ใหญ่มากไม่มีความจำเป็นต้องดูภาพรวมของทั้งประเทศ ไม่จำเป็นต้องดูภาพรวมมากมาย แต่ให้มากพอที่คุณจะทำธุรกิจแล้วเดินต่อได้ ตัดสินใจต่อได้ กำหนดคำถามให้ถูกต้องจะส่งผลกับคำตอบที่จะหามาได้ การหาข้อมูลเพื่อตัดสินใจนั้นสามารถทำได้ด้วยตัวคุณเองโดยที่ไม่ต้องเสีย เงินแม้แต่บาทเดียว หรือจะเสียเงินหลายแสนหลายล้านบาทให้กับบริษัทวิจัยที่น่าเชื่อถือช่วยคุณหา ข้อมูลได้ การตัดสินใจอยู่กับคุณ ผลลัพธ์อยู่กับคุณ กำไรขาดทุนอยู่กับคุณ และเงินทุนอยู่กับคุณ ข้อมูลไม่มีผิดไม่มีถูก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณตัดสินใจครับ
Mr. N
#yesclub #research #insight #วิจัยการตลาด #วิจัยการตลาดสำหรับSME
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






