วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กลยุทธ์การตลาดอะไรสำคัญที่สุด?



กลยุทธ์การตลาดอะไรสำคัญที่สุด?




หากเราอิงตาม 4 P หรือ Product Price Place Promotion เหล่านี้เป็นส่วนผสมการตลาดที่เป็นพื้นฐานของการทำการตลาดและการทำธุรกิจ ถึงแม้จะมีโมเดลอะไรใหม่ๆเต็มไปหมด แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็ยังต้องยึดตามพื้นฐานจาก4 ตัวนี้อยู่ดีคุณคิดว่า P อะไรสำคัญที่สุดครับ บทความนี้ไม่ใช่คำตอบนะครับเป็นแค่มุมมองส่วนตัวของผมเท่านั้น



สำหรับผม ผมต้องบอกก่อนว่าเพื่อให้การแข่งขันนั้นเป็นการแข่งขันที่เราสามารถแข่งขันได้มากกว่าเดิมหรือเป็นการสร้าง competency ที่ดีและคนอื่นยากที่จะเหมือนเราและจุดนั้นจะเป็นจุดที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ดีได้ งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าแต่ละ P เป็นอย่างไร



Product หรือสินค้า สำหรับสินค้าที่เป็น commodityหรือสินค้าโภคภัณฑ์นั้น ในฐานะเจ้าของสินค้าหรือธุรกิจนั้น คุณไม่มีข้อได้เปรียบใดๆเลย สินค้าเกษตร ทอง น้ำมัน หรือแม้แต่สินค้าอีเล็คโทรนิคที่เป็นโรงงานโดยไม่มีการกำเทคโนโลยีสำคัญๆไว้กับตัว สินค้าเหล่านี้แทบจะเหมือนกันได้ทุกบริษัทหรือทุกแบรนด์ ดีขึ้นมาหน่อยคุณจะมีสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง มีดีไซน์ของตัวเอง มีเทคโนโลยีการผลิตที่ซับซ้อนขึ้น มีการผลิตด้วยวัตถุดิบที่หายาก ในกรณีนี้การลอกเลียนแบบอาจจะยากขึ้นแต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ซะทีเดียว คุณจะเห็นบ่อยๆว่าสินค้าเหล่านี้สามารถถูก็อปปี้ได้เร็วมาก ยกตัวอย่างเช่น เสื้อผ้าที่พึ่งเดินบน catwalkเวทีดังๆ หรือแม้แต่จากการประกาศออสการ์เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นแบบเสื้อผ้าเหล่านี้จะถูกลอกเลียนแบบไปตัดเรียบร้อยในห้องเสื้อหลายๆที่แล้ว หรือแม้แต่มือถือยี่ห้อดังๆแค่เพียงตัว mock up หลุดออกมาหลังจากนั้นไม่นานยี่ห้ออื่นๆก็สามารถทำเลียนแบบได้ มีเพียงสินค้าในโลกนี้ไม่กี่อย่างที่คนไม่สามารถก็อปปี้หรือหาสินค้าทดแทนได้ และดีขึ้นมาอีกหน่อยอาจจะเป็นสินค้าที่มีแบรนด์ที่แข็งแกร่งมากแต่ตัวอย่างหลายอย่างก็บอกแล้วว่าไม่เสมอไป ไม่ว่าจะเป็น pepsi หรือ pizza hut ที่เป็นแบรนด์ระดับโลกนั้นก็เคยเจอเหตุการณ์ที่แบรนด์ไม่ช่วยอะไรมาแล้ว



Price หรือราคา ของสินค้าและบริการ ถึงแม้ว่าโครงสร้างต้นทุนและการผลิตจะต่างกัน แต่การตั้งราคาสามารถตั้งเหมือนกันได้ง่ายมาก หรือแม้แต่ตัดราคาให้ราคาถูกกว่ากันได้ อย่างเดียวสำหรับราคาถ้าคุณจะกำความได้เปรียบคือ คุณสามารถมีวิธีที่จะผลิตหรือบริหารให้ต้นทุนต่ำมากๆ ต่ำจนขนาดว่าคู่แข่งคุณตั้งราคาตามคุณเมื่อไร จะขาดทุนทันทีหากคุณทำแบบนี้ได้คุณจะกำความได้เปรียบในการแข่งขันนี้มาทันที แต่ถ้าไม่มี ราคาจะเป็นสิ่งที่เลียนแบบกันง่ายมาก และเดี๋ยวนี้มีผู้ประกอบการมากมายไม่คิดมากเรื่องนี้ เอาราคาคู่แข่งเป็นหลัก ให้ใกล้เคียงกันหรือถูกกว่านิดหน่อย แล้วไปบริหารหลังบ้านกันเอง



Promotion หรือการโฆษณา/การทำโปรโมชั่น ตัวโฆษณาอาจจะทำใกล้เคียงได้และหากตลาดทำโฆษณาใกล้เคียงแบบเดียวกันเยอะๆมันจะกลายเป็นโฆษณาที่ไม่สามารถแยกความแตกต่างได้ เช่น แชมพู หรือว่าสินค้าใช้ภายในบ้านต่างๆ ต้องบอกว่าใกล้เคียงกัน คนที่งบเยอะๆกว่าอาจจะสร้างความแตกต่างและจดจำได้มากขึ้นสำหรับแบรนด์ แต่สำหรับโปรโมชั่นแล้วการเลียนแบบและสร้างความแตกต่างกันทำได้ยากมาก ชาเขียวสองยี่ห้อเคยแจกทองเหมือนกัน แจกไอโฟนเหมือนกัน ไปเที่ยวญี่ปุ่นเหมือนกัน แจกรถ (ต่าง segment) แต่ก็แจกรถแบบเดียวกันอยู่ดี สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างความได้เปรียบเท่าไรเลย



Place หรือช่องการจำหน่าย ผมให้คะแนนตรงนี้มากๆคุณจะเลียนแบบช่องทางจำหน่ายใครไม่ได้ อันนี้มันเป็นความสามารถส่วนตัวจริงๆ สมมติว่า7-11 มีพื้นที่ให้ สองยี่ห้อสำหรับ น้ำปลา คุณเป็นหนึ่งในสอง และยอดขายคุณทำได้ดีมากๆใน7-11 ต่อให้คนอื่นอยากเข้าก็ทำยาก คุณไม่สามารถอยู่ๆเอาของคู่แข่งคุณออกจาก shelf ได้คุณไม่สามารถควบคุมได้ คุณเป็นผู้ถูกเลือกเท่านั้นในเกมนี้ นอกจากนี้หากคุณมีร้านเอง และทำเลร้านคุณดีมากๆ คู่แข่งคุณอาจจะมาเปิดแข่งใกล้ๆคุณ แต่ในหลายกรณีก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะว่าบางทีที่ที่คุณเปิดร้านนั้นเป็นที่ของคุณเอง คุณไม่ต้องเช่าใครและเมื่อไม่ต้องเช่าก็ไม่มีค่าใช้จ่ายและเมื่อไม่มีค่าใช้จ่ายการตั้งราคาก็ทำได้ง่ายกว่าคนที่มีค่าเช่า หรือแม้แต่ช่องทางขายอื่นๆเช่นออนไลน์ การทำเพจบน fb หรือการทำอะไรก็แล้วแต่ คู่แข่งคุณอาจะเปิดเพจแข่งกับคุณได้แต่เค้าไม่สามารถ copy กลยุทธ์ทั้งหมดไปได้หรือแม้แต่จะรู้กลยุทธ์ว่าคุณทำอะไรบ้างอาจจะยังยากด้วยซ้ำ ดังนั้นผมถึงให้คะแนนตรงนี้มากที่สุดและหากคุณมีกลยุทธ์ที่ดีในการยึดพื้นที่ช่องทางจำหน่าย ผมมั่นใจว่าคุณจะสามรถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันผ่านช่องทางจำหน่ายได้ดีที่สุด (นั่นเป็นเหตุว่าทำไมmodern trade จึงเติบโตแบบก้าวกระโดดในไทยและมีพลังมหาศาลในการทำธุรกิจ)



สุดท้ายนี้อย่างที่บอกไปนี่คือไอเดียของผมเท่านั้นจากประสบการณ์ที่เจอ จากงานที่ทำ จากธุรกิจที่ผมทำ ผมเชื่อว่าหากเรายึดช่องทางที่ดีได้ เราจะได้ความได้เปรียบในการแข่งขันมาอยู่ในมือเราจริงๆ ขอให้โชคดีในการแข่งขันครับ ใครคิดต่างยังไงเชิญคอมเม้นท์ได้นะครับ



YES Club (Young Entrepreneur Society)



#กลยุทธ์การตลาด #ความได้เปรียบการแข่งัน

เรามีข้อมูลที่มากพอหรือยัง?



เรามีข้อมูลที่มากพอหรือยัง?




วันนี้ผมเองได้คุยกับเพื่อนคนนึง กำลังจะเริ่มทำธุรกิจร้านเสื้อผ้าและรีสอร์ท ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการเถียงกันไปมาระหว่างการเลือกทิศทางและรูปแบบ ซึ่งบอกยากว่าใครผิดใครถูกอาจจะผิดทั้งหมด หรืออาจจะถูกทั้งหมดก็ได้ ผมเชื่อว่าตัดสินยากมาก แต่สิ่งที่จะช่วยในการตัดสินใจให้คมขึ้นคือข้อมูลครับ



เริ่มแรกเราอาจจะตั้งสมมติฐานขึ้นมาก่อน หากอันนี้ตกลงกันได้สเต็ปต่อไปไม่ยากครับ สมมติฐานแรกเลยคือกลุ่มเป้าหมาย เช่นว่าเป็นพนักงานออฟฟิต อยู่ตามหัวเมืองใหญ่ อายุ 30-40ปี รายได้ต่อเดือน 30,000 – 60,000 บาท ยังไม่มีครอบครัวทั้งผู้ชายและผู้หญิง สมมติว่ากลุ่มเป้าหมายแบบนี้ เราก็ทำการคิดต่อไปว่า สินค้าและอะไรทั้งหมดควรจะเป็นแบบไหนเพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายนี้ เราสามารถจะหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตก็ได้ หรือเราจะนั่งเทียนก็ไม่ผิดอะไร แต่ถ้าเป็นผม ผมจะไปคุยกับกลุ่มเป้าหมายก่อนเลย ลองหาคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเรา ลองไปนั่งคุย เพื่อนๆ เพื่อนของเพื่อน คนรู้จัก ไปนั่งคุยดูหลายๆคนไม่ต้องจริงจังมากครับ คิดอะไรก็ถามไปเลย ถามไปเรื่อย หากออกแบบมามีตัวอย่างก็ให้เค้าเลือกเลยครับ คุยไปเรื่อยๆ ไม่ต้องจดบันทึกอะไรมากมายแต่พยายามจับไอเดียหลักๆให้ได้ว่า กลุ่มนี้ บุคคลนี้ต้องการอะไร และสอดคล้องกับสิ่งที่เราคิดไว้ในตอนแรกมากน้อยแค่ไหน คุยไปเรื่อยๆ 10-20 คนเราจะเริ่มได้ไอเดียละ ไม่ต้องเอามาคิดเป็นสถิติอะไรให้มากมาย เพราะอย่างที่รู้กันว่าด้วยจำนวนคนประมาณนี้คิดเป็นสถิติยาก แต่สิ่งที่คุณจะได้คือไอเดียจากกลุ่มเป้าหมายจริงๆในเชิงลึก ยิ่งถ้าคุยกันหลายๆคนและคอนเฟิร์มสิ่งที่คุณคิด คุณจะเริ่มมั่นใจได้แล้วว่าน่าจะเป็นไปได้ นี่คือสิ่งที่คุณจะได้มาแบบราคาถูกมากไม่ต้องไปจ้างบริษัททำวิจัยใดๆ คุณมีปัญหาอะไรคุณอยากรู้อะไรก็ถามไปเลย และเมื่อย้อนกลับไป ณ ความขัดแย้งทางความคิดตอนแรก คุณอาจจะได้คำตอบที่ดีมากขึ้น การเถียงกันเป็นเรื่องดี แต่การเถียงกันด้วยความรู้สึกเป็นสิ่งที่ไม่ดี การมีข้อมูลในมือและเถียงกันด้วยข้อมูลหรือเถียงกันด้วย factย่อมดีกว่าการเถียงกันเพราะความรู้สึกส่วนตัว “ผมคิดว่า/ผมเชื่อว่า/ผมมั่นใจว่า........ “ ทั้งหมดทั้งปวงที่มันเป็นสิ่งที่คุณคิดไปเองโดยไม่มีเหตุผลอะไรรองรับเท่าไร



นอกจากนี้เมื่อเราได้ข้อมูลเหล่านี้มาแล้ว เราจะลองเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆจากในอินเตอร์เน็ตหรือข้อมูลต่างๆที่มีอยู่แล้วอีกทีก็ได้ครับจะได้ดูว่ามันสอดคล้องกันอย่างไร หากคุณต้องไปติดต่อบริษัทวิจัยนอกจากจะเสียเวลาเยอะแล้ว ผมเชื่อว่าหลายๆคนยังไม่เข้าใจกลไกการทำวิจัยที่ดีพอและคุณอาจจะไม่ได้ข้อมูลที่ตรงใจเท่าไรแถมยังเสียเงินเยอะอีกด้วย



สุดท้ายนี้ฝากไว้ว่าในการตัดสินใจทุกๆอย่าง ขอให้ในมือมีข้อมูลบางอย่างที่มากพอในการตัดสินใจ อย่าตัดสินใจลอยๆเพียงเพราะคุณคิดว่าหรือมีคนบอกมา ให้ใช้เหตุผลและสิ่งที่สนับสนุนความคิดคุณมาตัดสินใจด้วยครับ





YES Club (Young Entrepreneur Society)
#ข้อมูล #การตัดสินใจ #การทำธุรกิจ

การแก้ปัญหาและคิดแบบสร้างสรรค์



การแก้ปัญหาและคิดแบบสร้างสรรค์




ในระหว่างผมทำงานประจำได้เคยไป workshopนึงซึ่งผมเองก็ชอบมากๆอันนึง เป็นworkshop ที่ว่าด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เรามักจะเจอปัญหาคิดอยู่ในกรอบ แก้ปัญหาเดิมกับการทำงานแบบเดิมๆ ด้วยการตั้งการ์ดการตั้งข้อจำกัดที่มากมายสำหรับเราๆกันและเราก็จะเจอกับปัญหาเดิมๆ และก็จะวนเวียนกันอยู่แบบนั้นไปเรื่อยๆ ใครทนได้ก็จะทนไปเรื่อยๆ ส่วนคนทนไม่ได้ก็จะยอมแพ้ถอยกันไป



แล้วมันใช่วิธีที่ถูกแล้วหรือยัง ไอน์สไตน์เคยบอกว่ามันคงจะบ้ามากหากเรายังดันทุรังทำแบบเดิมๆเพื่อที่จะให้ได้ผลลัพท์ใหม่ๆ และมันก็ใช่เพราะการกระทำแบบเดิมๆซ้ำๆไปเรื่อยๆคุณก็จะได้แค่ผลลัพท์เดิมๆ แล้วทำไมไม่ลองทำอะไรใหม่ๆดูครับ คำถามคือแล้วจะทำได้ยังไง?



ลองคิดมุมกลับดูครับ เอาข้อจำกัดทั้งหลายวางเอาไว้ แล้วสมมติว่า วันนี้คุณสามารถรื้อทั้งระบบได้แบบไร้ข้อจำกัดคุณจะ design แผนการหรือระบบทั้งหมดอย่างไร แค่นั้นเองเลยครับ โรงงานของคุณจะวาง layout แบบเดิมมั้ย คุณจะจ้างคนเยอะเท่านี้มั้ย สินค้าที่คุณขายจะยังขายสินค้าตัวเดิมมั้ย กลุ่มเป้าหมายยังเป็นแบบเดิมรึเปล่า ทีมงานคุณจะเป็นทีมงานนี้มั้ย ทุกๆอย่างรื้อใหม่หมดเลย แล้วคุณจะเชื่อว่าคุณเจอทางแก้ปัญหาที่ดีมากๆ ในหลายๆเคสผมได้ใช้โมเดลนี้กับธุรกิจคนใกล้ตัว กลับเจอเรื่องที่เหลือเชื่อคือ เมื่อเอาข้อจำกัดต่างๆเช่นว่า เราไม่มีทุนหรอก เรามีโรงงานอยู่ เรานี่เรานั่นเหตุผลร้อยแปดออกไปให้หมด แล้วคุณจะรู้สึกตัวเบาอย่างเหลือเชื่อและจะมีมุมมองแปลกๆกับธุรกิจคุณได้อย่างเหลือเชื่อ บางทีเรามัวทีจะดันทุรังแก้ปัญหาเดิมๆ กับวิธีเดิมๆเราก็จะได้ผลลัพธ์เดิมๆ วันนี้ลองมองมุมใหม่ๆบ้างครับ อย่าเอาข้อจำกัดทั้งหลายมาบอกว่าเราควรเดินแบบไหน สุดท้ายแล้วเราอาจจะเจอทางเดินที่ดีกว่าเดิม และมันควรจะดีกว่าเดิมครับ ลองเอาไปใช้กันดูครับ ลองเอาจินตนาการให้สุดๆไปเลยขอให้สนุกกับจินตนาการนะครับ



YES Club (Young Entrepreneur Society)



#การแก้ปัญหา #ความคิดสร้างสรรค์ #การทำธุรกิจ

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

ชีวิตงานกับชีวิตส่วนตัว


ชีวิตงานกับชีวิตส่วนตัว




สำหรับหลายๆคนแล้วเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องเดียวกันและในหลายๆครั้งการทำงานของเราก็ไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตส่วนตัวเท่าไร ผมเคยเจอเพื่อนบางคนที่ชีวิตการทำงานนั้นกับชีวิตส่วนตัวเข้ากันได้เป็นอย่างดี และนั้นเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะทั้งหมดทั้งปวงการทำงานจะเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของเราๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วนั้นด้วยข้อจำกัดหลายๆอย่างทำให้ยังไม่สามารถผสมชีวิตงานกับชีวิตส่วนตัวได้ดี



และสำหรับคนทำงานไม่ว่าจะทำงานประจำหรือทำงานส่วนตัว อย่างหนึ่งที่เราควรคิดก่อนทุกๆครั้งที่เราเลือกจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราควรคิดว่า งานๆนั้นธุรกิจนั้นๆเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการในการใช้ชีวิตของเราหรือไม่ ก่อนอื่นเลยเราต้องรู้จักตัวเราเองก่อนครับว่า ชีวิตของเราจริงๆแล้วต้องการใช้ชีวิตแบบไหนเช่นว่า ตอนนี้อยากทำงานไปและมีเวลาเลี้ยงลูกได้ /ชอบทำงานเป็นเวลา/ ชอบทำงานเยอะๆ / ชอบทำงานต่างจังหวัด/ ชอบทำงานอิสระ หรืออะไรก็ตามครับตามความอยากของเรา เราสามารถเลือกได้ว่าเราชอบแบบไหน พูดง่ายๆเป็นการตั้งเป้าหมายของการใช้ชีวิตกับการทำงานให้สอดคล้องไป ที่เหลือก็เป็นงานของคุณเองแล้วว่าจะเลือกงานแบบไหน แม้แต่ว่าธุรกิจส่วนตัวของคุณเองก็แล้วแต่ เผลอๆยิ่งง่ายด้วยเพราะเป็นธุรกิจของคุณที่คุณสามารถออกแบบได้ว่าคุณต้องการให้ธุรกิจของคุณเป็นแบบไหน และหากเป็นคนทำงานประจำคุณก็มีทางเลือกอยู่ดีแหล่ะครับว่าคุณจะทำอะไรแบบไหน อาจไม่ใช่ทุกบริษัทที่เป็นแบบที่คุณต้องการ แต่อย่างน้อยคุณก็ยังมีทางเลือกให้หางานเพื่อตอบรับความต้องการของคุณได้ หรือในกรณีแย่สุดคุณอาจลองหางานส่วนตัวทำไปด้วยตอนทำงานก็ได้ครับ



สุดท้ายนี้ก็อยากจะฝากไว้กับทุกๆคนว่าเรามีสิทธิ์เลือกได้เต็มที่ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและความต้องการของเรา อย่าพึ่งรีบปฏิเสธความต้องการของเราด้วยคำว่าไม่มีหรอก เป็นไปไม่ได้หรอก ไม่รู้จะทำมันให้ตรงกับความต้องการของเราได้อย่างไร อย่างน้อยเราลองตั้งเป้าแล้วลองหาวิธีดูผมเชื่อว่าทำได้ครับ

YES Club (Young Entrepreneur Society)

#ชีวิตการทำงาน#ชีวิตส่วนตัว

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558

7 สาเหตุที่ทำให้แบรนด์ “พัง !!”





หนึ่งในกลยุทธ์ของการทำธุรกิจ ที่ผู้ประกอบการทุกคนในยุคนี้รู้ และ ก็ยินดีที่จะทำก็คือ  การสร้างแบรนด์”   เพราะการมีแบรนด์ จะเป็น ประโยชน์อย่างมหาศาลต่อธุรกิจของคุณ ถ้าคุณสร้างแบรนด์เป็น และ ทำมันได้ออกมาอย่างดี

หากคุณสร้างแบรนด์ได้ดี  ประโยชน์ที่จะได้รับต่อธุรกิจของคุณคือ ธุรกิจคุณจะเป็นที่รู้จัก เป็นที่จดจำ มีการมองเห็นและแยกแยะความแตกต่างระหว่างคุณกับคู่แข่งได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยัง ทำให้ลูกค้าและผู้บริโภค มีความชื่นชอบ มีความเชื่อถือในแบรนด์และธุรกิจของคุณ และ กลายเป็น ลูกค้าขาประจำ ที่ไม่ว่าคุณจะทำกิจกรรมอะไร หรือออกสินค้าอะไรมา ลูกค้าเหล่านั้นก็พร้อมและเปิดใจที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆที่คุณทำออกมาเสมอ เมื่อลูกค้ายอมรับในธุรกิจและแบรนด์ของคุณ การต่อรองในการค้าขายกับคู่ค้าต่างๆก็ง่ายมากขึ้น  สุดท้ายมันก็จะส่งผลดีต่อยอดขาย ต่อธุรกิจ ต่อผลกำไร และ ความยั่งยืนในระยะยาวของธุรกิจของคุณ 

แต่ก็มีหลายๆผู้ประกอบการที่พยายามจะสร้างแบรนด์ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด ล้มหายตายจากกันไปมากมาย  และ นี่ก็เป็นสาเหตุหลักๆ 7 อย่างที่ เขาได้ทำพลาดกันครับ

1.ไม่เข้าใจว่าการสร้างแบรนด์คืออะไร (ไม่ใช่แค่สร้างภาพ)
หากคุณยังคงเข้าใจว่า การสร้างแบรนด์ ก็แค่ ทำโลโก้ ทำ Packaging ทำ Design และ การนำเสนอต่างๆให้มันสวยๆ เท่ห์ มี Theme สี ที่ดี”  คุณกำลังเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงเลยล่ะครับ  การสร้างแบรนด์ ไม่ใช่แค่การโฆษณา หรือ การทำประชาสัมพันธ์ สร้างภาพสวยๆ..  แต่มันคือ แก่นหลักของการทำธุรกิจ ของคุณเลยล่ะ  คุณอยากให้แบรนด์คุณเป็นอย่างไร  ธุรกิจ และ พนักงานของคุณ ก็ต้องเป็นอย่างนั้น  การบริหารงาน การผลิต ทุกๆอย่าง ต้องสอดคล้องกันนะครับ 
หลายๆแบรนด์ สร้างภาพลักษณ์ออกมาได้สวยงาม หรูหรา.. แต่ ตัวธุรกิจ สินค้า บริการ พนักงาน ไม่ได้เป็นอย่างภาพที่วางไว้ ..  ถ้าเป็นแบบนั้นก็ จบ  ครับ   

2.ทำไม่ได้ตามที่สื่อสารออกไป
การสื่อสาร เป็นส่วนนึง ในการที่จะทำให้คนรับรู้ และ รู้จักใน แบรนด์ ของคุณ  ทุกๆสิ่งที่คุณสื่อออกไป คุณต้องทำให้ได้ตามนั้นนะครับ  คุณภาพ, บริการ ต้องได้ ตามที่บอก   มีโรงแรมหลายแห่ง ที่มีการทำสื่อ ในการนำเสนออย่างสวยงาม แต่พอลูกค้าไปถึง สถานที่จริงเท่านั้นแหล่ะครับ ถึงกับ เงิบ..  หรือ พวกรูปเมนูอาหาร ต่างๆ ที่ของจริง ต่างจาก รูปภาพอย่างสิ้นเชิง

3.ไม่มีส่วนสนับสนุนในการสร้างแบรนด์ที่เพียงพอ
หากคิดจะทำแบรนด์แล้ว ทุกๆคน ทุกๆฝ่าย ต้องเห็นพ้องต้องกัน และ ต้องมีการสนับสนุนอย่างเพียงพอ ทั้งในแง่งบประมาณ หรือ พนักงานที่ให้ความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆในองค์กร  บางแห่งได้แต่พูดว่า จะสร้างแบรนด์ จะสร้างแบรนด์ แต่ไม่สนับสนุนอะไรสักอย่าง เจอแบบนี้ ก็เจ๊ง แน่นอนครับ

4.ใจร้อน อยากสร้างแบรนด์เร็วๆ
สร้างแบรนด์ ไม่มี ทางลัด ไม่สูตรสำเร็จตายตัวครับ  ทุกอย่างต้องใช้เวลา เป็นปีๆ  แบรนด์คุณอาจจะโด่งดังได้ภายในข้ามคืนใน ยุคสมัยนี้ แต่มันก็เป็นแค่ขั้นแรกที่ทำให้คนเพิ่งได้รู้จักกับแบรนด์  แต่กว่าแบรนด์ของคุณจะมีคุณค่า และ ส่งผลประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณนั้น  ต้องใช้เวลาครับ.. กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวนะครับ ..   แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ.. สร้างแบรนด์นั้นใช้เวลา  แต่ การทำลายแบรนด์นั้น ใช้เวลาแค่เพียงพริบตา..

5.ไม่สามารถควบคุม แบรนด์ของตนเองได้ดี
เมื่อธุรกิจเริ่มขยาย ต้องมีการควบคุมกิจกรรมต่างของแบรนด์ ควบคุมการขยายแบรนด์ การทำการสื่อสาร หลายๆคนเริ่ม คุมไม่ได้ หรือ ทำไปแบบไม่มีทิศทาง ไร้กลยุทธ์ ไม่ก็ทำๆหยุดๆ  สิ่งต่างๆที่ออกมา เริ่มไม่ตรงตามจุดยืน และ สิ่งที่แบรนด์ควรจะเป็น  สุดท้ายก็สร้างแบรนด์ออกมาได้ไม่ดี 

6.ต้องตามการเปลี่ยนแปลงให้ทัน อย่ายึดติดกับสิ่งเดิมๆ
ข้อนี้คลาสสิคสุดครับ ..  ยึดติดกับอดีต กับความสำเร็จเดิมๆ  กาลเวลาเปลี่ยน ผู้บริโภคเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน  แต่ตัวเอง ไม่ยอมเปลี่ยน..

7.ไม่เข้าใจถึงการวัดคุณค่าของแบรนด์
คุณค่าของแบรนด์ไม่ใช่แค่เพียงภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูดี สวยงาม หรูหรา หรือ มูลค่าที่เป็นแค่ตัวเงินที่วัดกันออกมาให้เป็น สินทรัพย์  แต่ คุณค่าของแบรนด์จริงๆ มันคือ สิ่งที่อยู่ในหัวในความคิด ของผู้บริโภค ว่าเค้ามีความรู้สึก และ คิดอย่างไร ต่อแบรนด์ของเรา  แบรนด์ที่ดี  ผู้บริโภคก็จะรู้สึกไปในทางบวก  แบรนด์ที่มีคุณค่าที่แข็งแรงมากๆ ก็จะทำให้ผู้บริโภคถึงขั้นติดแบรนด์ รัก และ หลงใหลในแบรนด์นั้น ไม่ว่าคุณจะทำอะไร เค้าก็พร้อมที่จะสนับสนุนคุณตลอดเวลา

ทำแบรนด์ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ ก็ไม่ใช่เรื่อง ง่ายๆ นะครับ  สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ คุณต้องเข้าใจก่อน ว่า การสร้างแบรนด์คืออะไร และ มันจะมีประโยชน์อย่างไร  เพราะถ้าคุณไม่เข้าใจตั้งแต่แรก อย่างอื่นก็ไม่มีประโยชน์แล้วล่ะครับ

ARA



วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

Trial & Error ลองผิดลองถูก



Trial & Error ลองผิดลองถูก



ใครเคยได้ยินคำนี้มั่งมั้ยครับ trial & error หรือแปลว่าลองผิดลองถูก มันน่าสนใจที่ว่าทำไมไม่เป็น trial & success หรือลองถูกลองผิด ผมเชื่ออย่างนึงว่าในเส้นทางที่เราคิดว่าจะเป็นไปมันจะลองปุ้ปเจอปั้ป หมายถึงว่าเราอยากลองทำอะไรก็จะสำเร็จทันที แต่ความเป็นจริงแล้วเส้นทางมันคดเคี้ยวมากๆ กว่าจะไปถึงจุดหมายได้เราได้ลองผิดลองพลาดมาเยอะมากดังนั้นคำมันจึงเป็น trial & error ก็คือลองแล้วก็เจอสิ่งที่ผิดพลาดไปเรื่อยๆ ถ้าเปรียบเป็นการสอบเราก็ตัด choice ออกไปเรื่อยๆกับข้อที่ไม่ถูกทำไปถึงจุดนึงจะเริ่มคลำทางถูกกัน



สำหรับผู้ประกอบการผมเชื่อว่าทุกคนเคยผ่านประสบการณ์นี้มาแน่ๆ (หากคุณไม่ได้ผ่าน มันจะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ) และประสบการณ์ลองผิดลองถูกนี้ทำให้คนยอมแพ้กันไปหลายคนแล้ว บางครั้งวางแผนมาอย่างดีเจอครั้งแรกแล้วผิดแผนบางคนถึงกับล้มเลิกไปเลยและยอมแพ้ หากผู้ประกอบการทุกท่านตั้งสติดีๆ ลองไปเรื่อยๆ ผิดก็แก้ ลองปรับ จูนไปเรื่อยๆ มันอาจจะผิดซ้ำๆไปเรื่อยๆในวิธีที่แตกต่างกันอาจจะยังไม่เจอจุดที่ลงตัวหากเราลองปรับเปลี่ยน ปรับแผนไปเรื่อย ในที่สุดหากเราอดทนพอและสายป่านยาวพอ เราจะเจอทางออกกับปัญหานั้นๆครับ



ดังนั้นหากในวันนี้เราเริ่มทำธุรกิจและเจอปัญหาหลายๆอย่างถาโถมเข้ามา ค่อยๆลองคิดหาวิธีแก้ครับ ต่อให้เก่งแค่ไหนมาก็ต้องเจอโจทย์นี้ครับ ดังนั้นอย่าพึ่งท้อ ค่อยๆทำค่อยๆคิดค่อยๆแก้ไป มีเพื่อนปรึกษาเพื่อน มีคนรู้จักค่อยๆปรึกษาวิธีไปเรื่อย ประสบการณ์ของแต่ละคนจะมาช่วย shape ไอเดียการทำงานและความคิดของเราได้เป็นอย่างดีครับ



YES Club (Young Entrepreneur Society)

#การทำธุรกิจ #อุปสรรค





วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558

10 กลยุทธ์ทำ branding ง่ายๆ



10 กลยุทธ์ทำ branding ง่ายๆ


สำหรับใครก็ตามที่กำลังจะทำงานในสายการตลาด หรือว่ากำลังทำอยู่ หรือแม้แต่กำลังจะทำแบรนด์สินค้าของตัวเอง คงจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำแบรนด์ของเราให้ติดตลาดและเป็นที่น่าสนใจของลูกค้าเพราะว่าหากแบรนด์ของเราไม่เป็นที่จดจำหรือregister ในหัวของลูกค้าแล้ว ต่อให้สินค้าดีอย่างไรก็คงจะไม่สามารถทำกำไรให้กับเจ้าของแบรนด์ได้อย่างยั่งยืน ทีนี้เรามาดูกันว่าเราควรจะเริ่มทำกลยุทธ์สร้างแบรนด์อย่างไรได้บ้าง


ชื่อต้องดี จำง่าย: อย่างแรกเลยที่ต้องมีหลังจากเราได้สินค้าคือ ชื่อแบรนด์ ชื่อสินค้า และหากให้ดีควรจะเป็นชื่อที่จำง่ายๆอ่านง่ายสะกดง่าย เพื่อให้ลูกค้าของเรานั้นสามารถอ่านและจดจำได้ง่าย และยิ่งหากเป็นชื่อที่มีความหมายตรงกับสินค้าด้วยจะยิ่งดีเชียว
โลโก้สอดคล้องกับชื่อ: เมื่อได้ชื่อที่ดีมาแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการต่อยอดหาสัญลักษณ์หรือ โลโก้มาให้เข้ากันกับชื่อและสินค้าของเราจะทำให้เราสามารถทำตลาดและทำแบรนด์ได้ง่ายขึ้น เพราะว่าเราสามารถใช้โลโก้นั้นทำแบรนด์ได้โดยไม่ต้องมีชื่อติดไปด้วยก็ยังได้
สโลแกนสื่อถึงความหมาย และบอกประโยชน์ของสินค้า: ต่อเนื่องกันมาจากชื่อและโลโก้ การหาสโลแกนที่ดี จำง่ายๆและบอกถึงลักษณะของแบรนด์ได้นั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคจดจำเราได้อย่างไม่ยากเลย
แพ็คเกจดูดี: เมื่อได้ชื่อมาแล้วการทำแพ็คเกจให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์และสื่อความหมายต่อผลิตภัณฑ์และแบรนด์ของเราได้จะเป็นการที่ทำให้เกิดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพได้อย่างยิ่ง
ต้องมี segmentation และ positioning ที่ชัดเจน : ประเด็นสำคัญที่มากกว่าชื่อและโลโก้คือการเข้าใจ segment ตลาดและเข้าใจ positioning ของแต่ละแบรนด์ในตลาด สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญมากๆในการทำแบรนด์ เพราะว่านักการตลาดหลายคนมักจะติดกับตรงนี้ ไม่สามารถแบ่ง segment ออกได้ หรือแบ่งได้แต่ไม่สามารถเข้าใจผู้บริโภคได้ชัดเจน ทำให้กลยุทธ์ต่อจากนี้เป็นเรื่องยากลำบากและจำเป็นต้องมาแก้ไขกันอีกยืดยาว การแบ่ง segment นั้นสามารถทำได้หลายวิธี อาจจะแบ่งง่ายๆด้วยเพศ ชาย หญิง หรือเพศอื่นๆ, อายุ, การศึกษา, หรือว่าถิ่นฐานที่อยู่ ได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับตลาดและสินค้า ในบางสินค้านั้นอาจจะต้องแบ่งตลาดเป็นเรื่องของ need segmentation ด้วยซ้ำ
สร้าง identity: เมื่อเราได้ position ที่ชัดเจนในตลาด สิ่งที่ต้องสร้างคือเอกลักษณ์ของแบรนด์เรา ว่าเราต้องการให้แบรนด์มีจุดเด่นในแง่ของภาพลักษณ์อย่างไร และในตลาดผู้บริโภคมีลักษณะพฤติกรรมแบบไหน และต้องการเห็นแบรนด์เป็นแบบไหน ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจผู้บริโภคแล้ว เราก็จะสามารถกำหนด identity ให้ชัดเจนได้
ต้องมี personality ที่ชัดเจน และแตกต่าง: สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการทำแบรนด์ก็คือสร้าง personality ให้กับแบรนด์ เฉกเช่นเดียวกันกับคนที่ต้องมีบุคลิกที่แตกต่างและชัดเจน แบรนด์ใดๆก็แล้วแต่ที่มีบุคลิกไม่ชัดเจน หรือว่าเป็นบุคคลิกที่ไม่โดดเด่นออกมา การทำแบรนด์จะเป็นการทำที่ยากมาก ดังนั้นนักการตลาดจำเป็นต้องหา personality ของแบรนด์ออกมาให้ได้
หาช่องว่างของ Brand กับคู่แข่งให้เจอ: แต่ก่อนที่เราจะหา personality ของแบรนด์ได้ เราต้องรู้ก่อนว่าคู่แข่งเรายืนในจุดไหนกันบ้างแต่ละ brand นั้นมีความหมายมี personality อย่างไร และหากมีแบรนด์คู่แข่งสามารถยึดหัวหาดของ personality นั้นๆได้อย่างชัดเจน หากเราต้องการทำแบรนด์เพื่อไปแทนที่ตรงนั้นได้ จะต้องเป็นงานที่ค่อนข้างลำบากทีเดียว
สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า: สิ่งสำคัญที่จะกำหนดกลยุทธ์ก็คือ consumer insight หรือความเข้าใจผู้บริโภคและเมื่อเราเข้าใจดีแล้วเราจะสามารถกำหนดกลยุทธืทั้งหมดที่ได้กล่าวมาแล้วอย่างตรงเป้าตรงประเด็น ดังนั้นการทำ marketing research เพื่อให้เข้าใจผู้บริโภคนั้นจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง
ทำอย่างต่อเนื่อง: สุดท้ายแล้ว ต่อให้เราทำมาดีแค่ไหน การทำกิจกรรมต่างๆ การสื่อความหมายต่างๆอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องสำคัญทั้งสิ้นเพื่อให้แบรนด์เรานั้นได้สื่อความหมายที่ต้องการออกไปอย่างต่อเนื่องและทำให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้และเข้าใจแบรนด์ของเราได้เป็นอย่างดี



ก็เป็นตัวอย่างง่ายๆนะครับสามารถลองไปทำกันเองได้ ซึ่งที่สำคัญเลยคือเราต้องเข้าใจผู้บริโภคให้ดีว่าเค้ามีพฤติกรรมอย่างไร และหาเราเข้าใจดีแล้ว เราจะสามารถกำหนดกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำถูกต้องได้ครับ



YES Club (Young Entrepreneur Society)

#branding #กลยุทธ์ทำแบรนด์ #หลักการทำแบรนด์