วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Go for your Dream !!



เมื่อกล่าวถึงความฝัน คนหลายๆคนก็จะมีความฝันที่แตกต่างกันออกไป มีความต้องการที่จะได้ในสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันออกไป เมื่อวานนี้ผมได้เห็น ตัวอย่างหนังสารคดี ของคนๆนึง ที่ทำ ฝันของเค้าให้เป็นจริง และ ฝันของเค้านั้นก็ยิ่งใหญ่ ไม่ธรรมดาจริงๆครับ

มีหลายหน่วยงานที่มีความต้องการที่จะออกไปสำรวจบนฟ้า ออกไปนอกอวกาศ เพื่อค้นหาสิ่งที่อยู่ภายนอกนั้นว่ามีอะไรอยู่บ้าง และ เราจะนำมันมาใช้อะไรในการสร้างวิวัฒนาการใหม่ๆให้กับเหล่ามวลมนุษยชาติได้ บ้าง แต่กลับมีคนไม่มากนัก ที่สนใจที่จะค้นหาสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าการออกไปนอกอวกาศ นั้นก็คือ การลงไปสำรวจค้นหาสิ่งต่างๆในใต้ท้องทะเลลึก

ในโลกเรา มีน้ำปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดกว่า 71% เรียกได้ว่า 2 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด และ เรายังไม่สามารถที่จะลงไปสำรวจในใต้น้ำได้ทั้งหมด ว่ามันมีอะไรอยู่ใต้ทะเลน้ำลึกเหล่านั้นบ้าง และการที่จะลงไปสำรวจในพื้นที่เหล่านั้นก็ยากต่อการที่จะลงไปถึง ซึ่งจุดที่มีความลึกที่สุดอยู่ ที่ “Mariana Trench” อยู่ทางมหาสมุทรแปซิฟิก มีความลึกกว่า 11 กม. ซึ่งถือว่ามากกว่าความสูงของยอดเขา เอเวอร์เรสต์ ลองคิดดูนะครับ ว่าถ้าเราจะต้องลงไปในทะเลน้ำลึกระดับนั้น ข้างล่างจะเป็นอย่างไร จะมีสิ่งมีชีวิตอะไรอาศัยอยู่บ้าง แล้วไหนจะความน่ากลัวต่างๆจากสภาพแวดล้อมที่เราไม่เคยพบอีก

การสำรวจใต้ทะเลลึกนั้น เป็นความฝันของคนดังที่เรารู้จักอยู่ สองคนครับ เค้าทั้งสองมีความฝันที่เหมือนกัน จะทำสิ่งเหล่านี้ และ เค้าก็ต่างคนต่างได้ทำให้ความฝันของจนเป็นจริง แล้ว

คนแรก คือ "เจมส์ คาเมรอน" ผู้กำกับภาพยนตร์ดัง เรื่อง Avatar และ Titanic เค้ามีความฝันมาตั้งแต่วัยเด็กว่าอยากจะเป็นนักสำรวจ และ อยากที่จะลงไปสำรวจ หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า เค้าได้มีการรวมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญนับร้อยคน เพื่อทำโครงการ “Deepsea Challenge” สร้างเรือดำน้ำ เพื่อลงไปสำรวจ โดยทีมประกอบไปด้วยวิศวกร นักชีววิทยา นักวิทยาศาสตร์ไปจนถึงทีมกำกับภาพยนตร์ ล่าสุด เค้าลงไปถึงจุดที่ลึกที่สุดของโลกในวันที่ 26 มี.ค. 2012 นับเป็นครั้งที่ 4 ของประวัติศาสตร์โลกที่สามารถลงไปถึงที่จุดนั้น และที่สำคัญครั้งนี้เค้าเป็นคนที่ขับเรือดำน้ำลงไปเอง และ มีการบันทึกภาพต่างๆตลอดการเดินทาง เราจะได้เห็นสิ่งที่ต่างๆที่อยู่ใต้ทะเลลึกก็ครั้งนี้ล่ะครับ
ชมภาพหนังตัวอย่าง Deepsea Challenge ได้ที่
http://www.youtube.com/watch?v=MQPcpn7_Rko

คนที่สอง ที่มีฝันในการสำรวจทะเลลึกก็คือ “ริชาร์ด แบรนสัน” เจ้าของกลุ่ม Virgin ที่เค้าได้มีความฝันตั้งแต่วัยเด็กจากการอ่านหนังสือผจญภัยใต้ทะเลลึกเรื่อง “20,000 Leagues Under the sea” ในปี 2009 เค้าจึงก่อตั้งบริษัท Virgin Oceanic ขึ้นมา และได้มีการศึกษา วิจัย และ คิดค้นในการสร้าง เรือดำน้ำ เพื่อลงไปสำรวจใต้ทะเลลึก และเค้าก็จะเป็นคนที่ลงไปสำรวจเองเช่นกัน โดยเค้าตั้งใจว่าจะต้องทำให้คนทั่วไปสามารถลงไปท่องเที่ยวดูใต้ทะเลลึก กับเรือดำน้ำของเค้าได้ เหมือนกับ Project ที่เค้าทำในส่วนของการออกไปสำรวจอวกาศเช่นกัน ที่ล่าสุดมีคนจองขอไปร่วมท่องอวกาศกับเค้าแล้วถึง 503 คน (Virgin Galactic)

ภาพ Trailer Virgin Oceanic และ Virgin Galactic
http://www.youtube.com/watch?v=_Sk_XEHfqwk
http://www.youtube.com/watch?v=SHIrM2O6BZA

เป็นยังไงบ้างครับ จากความฝันของเด็ก สองคน ที่กำลังจะสร้างการเปลี่ยนแปลง อะไรใหม่ให้กับมนุษยชาติอย่างมหาศาล
ความฝันของคุณคืออะไรครับ
ความฝันแทบจะไม่มีค่าอะไร ถ้าเราไม่เริ่มลงมือทำ

ขอบคุณเรื่องสร้างแรงบันดาลใจดีๆ จาก James Cameron และ Sir Richard Branson

ARA

#yesclub #inspiration

YES Club The Series สูตรสำเร็จธุรกิจร้านอาหาร ตอน 3 (ตอนจบ)



มาถึงบทความตอนสุดท้ายแล้วครับ กับ สูตรสำเร็จธุรกิจอาหารที่มีอยู่ 12 ข้อด้วยกัน
วันนี้จะมาถึงในส่วนของข้อ 7 ถึง ข้อ 12 ครับ
1. วิเคราะห์และประเมินกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
2. อาหารสำคัญที่สุด
3. บริการเป็นเลิศ
4. พนักงานเป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจของร้านอาหาร
5. ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ก็ไม่ทุกกรณี
6. การก่อสร้างเป็นพื้นฐานของความสำเร็จ
7. บรรยากาศช่วยสร้างประสบการณ์ความต่างได้
8. เทคโนโลยี ใช้ให้เป็น อย่าทำเพราะมันเท่
9. ตั้งราคาให้เป็น อย่าลืม ต้นทุน ค่าใช้จ่ายแฝง
10. โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ต้องทำ แต่อย่าเน้นโปรโมชั่น
11. การจดทะเบียนต่างๆอย่าลืม
12. เตรียมรับมือความเสี่ยงในทุกๆด้าน

------------------------------------------------------

7. บรรยากาศช่วยสร้างประสบการณ์ความต่างได้
การสร้างบรรยากาศในร้านสามารถช่วยสร้างความแตกต่างได้ แต่ที่สำคัญ มันต้องสอดคล้องกับ อาหาร และ กลุ่มเป้าหมายของเรานะครับ บางที่ ทำร้านหรูเกินไป ลูกค้าไม่กล้าเข้าก็มี กลัวว่าจะแพง หรือกลับกัน บางร้านตกแต่งร้านไม่ดีทำให้คนไม่อยากที่จะเข้าร้าน
หลายๆร้าน ขายได้เพราะบรรยากาศดี แต่อาหารก็งั้นๆ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ก็ไม่ควรจะละเลยครับ อาหารอร่อย + บรรยากาศดี รับรอง ลูกค้าติดใจแน่นอนครับ ลูกค้าร้อยทั้งร้อย ทานอาหารนอกบ้าน เพราะอยากทานอาหาร อร่อยๆในบรรยากาศดีๆครับ

8. เทคโนโลยี ใช้ให้เป็น อย่าทำเพราะมันเท่
เทคโนโลยีในร้านอาหารมีเยอะมากครับ ส่วนใหญ่จะเป็นพวก POS (Software ร้านอาหาร) ที่จะช่วยเราในการทำร้านอาหาร ในการรับ order ส่งต่อ order คิดเงิน หรือ คำนวนในส่วนของวัตถุดิบ ถ้าจะใช้ ลองดูแบบที่มันเหมาะสม ใช้ตามที่จำเป็นตามที่ต้องการ อย่าใช้ให้เว่อร์เกินความต้องการ โดยที่มันไม่ได้สร้างมูลค่าให้กับลูกค้าของเราเลย ราคาของ software พวกนี้มีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหลายแสนบาท เอาให้มันพอดีๆนะครับ ถ้ามีแค่ 1-2 สาขา ก็เอาง่ายๆไปก่อน ไม่จำเป็นต้องไปทำตามพวกที่มีขนาด หลักร้อยสาขา ที่ลงทุนใช้เงินเป็นแสนๆ เปลืองเงินโดยใช่เหตุครับ

9. ตั้งราคาให้เป็น อย่าลืม ต้นทุน ค่าใช้จ่ายแฝง
ในการตั้งราคาอาหาร สามารถทำได้สองทางครับ คือ เริ่มที่ราคาก่อน แล้วคิดย้อนกลับไปว่าต้นทุนควรจะเป็นเท่าไหร่ หรือ เริ่มที่ต้นทุนว่าเป็นวัตถุดิบเท่าไหร่ และ ควรจะตั้งราคาขายที่เท่าไหร่.. ราคาที่ตั้งก็อยู่ที่ว่าเราจะขายให้กับลูกค้ากลุ่มไหนครับ ระวังอย่าตั้งให้ถูกเกินไป หรือ แพงเกินไปนะครับ ลองศึกษาคู่แข่งสักหน่อยก็ดี จะได้ตั้งระดับราคาได้สมเหตุสมผล

โดยปกติต้นทุนอาหารของร้านอาหารจะอยู่ที่ประมาณ 20-35% ฟังดูเหมือนจะมีกำไรเยอะ แต่อย่าลืมนะครับ เรามีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอีก เช่น ค่าแรงพนักงาน, ค่าเช่าร้าน, ค่าส่วนสูญเสีย (ของเสีย, ทำผิด), ค่าสาธารณูประโภคต่างๆ หรือแม้แต่ ค่าการตลาด พอรวมๆกันแล้ว เราก็จะเหลือกำไรประมาณ 5-15% ครับ แล้วแต่การจัดการ ถ้าบริหารต้นทุนค่าใช้จ่ายไม่ดี ก็เตรียมขาดทุนได้เลยครับ
พอเราทราบค่าใช้จ่ายทุกอย่างก็ลองมาคำนวนดูครับ ว่าเราต้องขายขั้นต่ำวันละเท่าไหร่ เพื่อที่จะให้คุ้มทุน หากดูแล้วมันพอเป็นไปได้ในการทำธุรกิจจะได้สบายใจ แต่ถ้าดูแล้ว มันท่าทางน่าจะยาก ก็ลองๆคิดเพิ่มเติมครับ ว่าจะทำอย่างไรให้ต้นทุนลดลง ได้บ้าง แต่อย่าลดลงจนทำให้คุณภาพและบริการเสียไปนะครับ

10. โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ต้องทำ แต่อย่าเน้นโปรโมชั่น
ถ้าอาหารคุณอร่อย อาหารคุณดี เน้นเฉพาะการโฆษณาเพื่อแนะนำให้คนรู้จักก็พอครับ โปรโมชั่นทำนิดๆหน่อยๆไม่ต้องทำมาก อาจจะมีโปรโมชั่นเปิดร้านเพื่อเรียกลูกค้า, ทำโปรโมชั่นขายเป็น set เพื่อให้ลูกค้าสั่งอาหารเยอะขึ้น หรือ ออกสินค้าใหม่ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับลูกค้า ลูกค้าจะได้ไม่เบื่อ ซึ่งถ้าอาหารคุณอร่อยทำแค่นี้ก็พอครับ
แต่ที่เราเห็นๆกันอยู่ในตลาดทุกวันนี้ ที่มีลดแลกแจกแถมกันมากมาย แข่งขันกันสุดฤทธิ์ ก็เพราะอาหารเค้าไม่ได้เจ๋งจริงๆ ลองนึกถึงร้านอาหารที่ไม่ค่อยมีโปรโมชั่น แต่คนก็เต็มร้านซิครับ ร้านพวกนั้นแหล่ะของจริง ที่ผมเคยเห็นๆก็จะมี ฮะจิบังราเมง, ฟูจิ, Zen, Coffee Beans หรือ ร้านอาหารใหญ่ๆตามถนนเกษตรนวมินทร์ ถ้าลูกค้า เข้าร้านคุณเพราะโปรโมชั่น หากหมดโปรฯ คนก็ไม่เข้า ทำโปรฯบ่อยๆเข้า ลูกค้าเคยชิน ดีไม่ดี อีกหน่อย ทำลด 50-70% คนก็ยังไม่เข้าอยู่ดี สังเกตุดูครับ ร้านไหนบ้างทำโปรโมชั่นตลอดเวลาแต่ก็ยังไม่มีลูกค้า ร้านพวกนั้นอยู่ได้อีกไม่นานหรอกครับ เดี๋ยวก็ไป ยิ่งถ้าเริ่มมี 1 แถม 1 หรือ ลด 50% แสดงว่าสถานการณ์เริ่มแย่แล้วครับ

11. การจดทะเบียนต่างๆ
อย่าลืมเรื่องการจดทะเบียนต่างๆในร้านครับ เช่น จดทะเบียนบริษัท หรือ ร้านอาหาร, จดทะเบียนเครื่อง Cashier, ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม, ขออนุญาตสะสมอาหาร, ขออนุญาตขายสุรา, ทะเบียนภาษีป้าย เตรียมให้พร้อมครับ ถ้าไม่ถนัด มีคนรับจ้างทำครับ ไม่ต้องทำเองก็ได้ แต่ถ้าจะเปิดเองเป็นสาขาแรก และพอมีเวลา ลองทำดูครับ มันไม่ยากอย่างที่เราคิด เราจะได้เรียนรู้ไปกับมันด้วย

12. อย่าลืมคิดถึงความเสี่ยง
สุดท้ายอย่าลืมนึกถึงความเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ครับ คิดทุกๆรูปแบบ โดยความเสี่ยงหลักๆที่เราจะเจอมีดังนี้ครับ
- ลูกค้าน้อยกว่าเป้าที่ตั้งไว้จะทำอย่างไร ทำ Delivery ดีมั๊ย หรือ จะออกโปรโมชั่นดึงลูกค้า
- ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น, วัตถุดิบขาดตลาด
- พนักงานขาดแคลน ลาออกพร้อมๆกัน คนใหม่ก็ยังทำไม่เป็น
- ไฟดับ ระบบ Software เสีย จะสั่งอาหาร คิดเงินอย่างไร
- เงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ เพราะต้องลงทุนสร้างร้าน ซื้อวัตถุดิบ และ จ่ายค่าเช่าเป็นเงินก้อนใหญ่ ไหนจะเงินเดือนแต่ละเดือนอีก
- ลูกค้าร้องเรียน บริการไม่ดี อาหารไม่สะอาด พนักงานไม่สุภาพ จะแก้ไขปัญหาอย่างไร
- พนักงานทะเลาะกัน ยกพวกกันมาหน้าร้าน ไหนจะปัญหาเรื่องโกง ชู้สาว และ อื่นๆอีกมากมาย
- หากต้องปิดธุรกิจจริงๆ เราจะรับความเสี่ยงได้มากน้อยเท่าใด

จากทั้งหมดที่ผมเขียนมา ผมยังขอยืนยันอีกครั้งครับ ว่าถ้าจะทำร้านอาหาร อาหารต้องอร่อยที่สุด หากไม่อร่อยที่สุด สิ่งต่างๆอย่างอื่นก็ต้องโดดเด่นเพื่อมาทดแทนกันให้ได้ และ การที่เราจะทำธุรกิจร้านอาหารเราต้องลงในรายละเอียดต่างๆให้อย่างครบถ้วน เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจของเราสามารถฝ่าฟันกับอุปสรรคต่างๆนาๆ และ ต่อสู้กับคู่แข่งในตลาดเพื่อให้ธุรกิจของเราอยู่รอด และ ประสบความสำเร็จ ผมขอเอาใจช่วยทุกๆท่านให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจที่ท่านกำลังจะทำ หรือที่ท่านได้ทำอยู่ หวังว่าสิ่งที่ผมบอกเล่ามาคงจะพอมีประโยชน์บ้างนะครับ และ ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาครับ อาจจะค่อนข้างยาวไปหน่อย

ใครที่กำลังทำธุรกิจอาหารหรือ เครื่องดื่มอยู่มีอะไรจะแชร์ก็สามารถบอกกันเข้ามาได้นะครับ หรือ บอกเข้ามาหน่อยก็ได้ครับ ว่ากำลังทำธุรกิจอะไรกันอยู่ ในเรื่องต่อๆไปทางทีมงานเราจะได้เขียนเรื่องที่มีประโยชน์กับทุกๆท่านครับ

ARA

#yesclub #foodbusiness

ติดตามอ่านบทความย้อนหลัง กลยุทธ์สู่ความสำเร็จของธุรกิจอาหาร ได้ที่
https://www.facebook.com/160148840761012/photos/a.169898993119330.34803.160148840761012/579658202143405/?type=1&theater

YES Club The Series สูตรสำเร็จธุรกิจร้านอาหาร ตอน 2 (มี 3 ตอนจบ)



จากคราวที่แล้วที่ผมได้เกริ่นไว้ว่าหลักในการพิจารณาในการทำธุรกิจมี 12 ข้อ ซึ่งก็ได้อธิบายไปแล้ว 2 ข้อ บทความนี้จะมาต่อ ข้อ 3 ถึง ข้อ 6 นะครับ
1. วิเคราะห์และประเมินกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
2. อาหารสำคัญที่สุด
3. บริการเป็นเลิศ
4. พนักงานเป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจของร้านอาหาร
5. ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ก็ไม่ทุกกรณี
6. การก่อสร้างเป็นพื้นฐานของความสำเร็จ
7. บรรยากาศช่วยสร้างประสบการณ์ความต่างได้
8. เทคโนโลยี ใช้ให้เป็น อย่าทำเพราะมันเท่
9. ตั้งราคาให้เป็น อย่าลืม ต้นทุน ค่าใช้จ่ายแฝง
10. โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ต้องทำ แต่อย่าเน้นโปรโมชั่น
11. การจดทะเบียนต่างๆอย่าลืม
12. เตรียมรับมือความเสี่ยงในทุกๆด้าน
--------------------------------------------------------------

3. บริการเป็นเลิศ
สิ่งที่สำคัญรองลงมาจาก อาหาร ก็คือ บริการครับ ร้านอาหาร เป็นธุรกิจที่ให้บริการด้านอาหาร เพราะฉะนั้นบริการต้องทำให้ดีที่สุด ดีที่สุดไม่ได้หมายความว่า ต้องทำให้เหมือน โรงแรม 6 ดาว แต่ดีที่สุด หมายถึงว่า บริการต้องออกมาจากใจจริงๆ คนที่จะทำธุรกิจร้านอาหาร ต้องมีใจรักงานบริการ คอยช่วยเหลือลูกค้าให้ได้ความสะดวกสบายต่างๆให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ การทำให้ลูกค้ารู้สึก สบายใจและไม่รู้สึกอึดอัด คือ สิ่งที่เราต้องทำให้ได้ ไม่ต้องใช้ทฤษฎีอะไรมากมาย แค่คิดว่า ลูกค้าทุกคนคือ แขกคนสำคัญที่มาแวะเยี่ยมทานข้าวที่บ้านของคุณ เวลาเรามีแขกมาที่บ้านเรา เราบริการเค้าอย่างไร ก็ต้องทำประมาณนั้นแหล่ะครับ ซึ่งการที่จะทำให้บริการนั้นดี ต้องเริ่มจากเจ้าของกิจการ เพราะถ้าเจ้าของไม่ทำให้ออกมาจากใจ ลูกน้องคุณก็อาจจะไม่ทำจากใจเช่นกัน

4. พนักงานเป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจของร้านอาหาร
การทำร้านอาหาร หรือ เครื่องดื่ม คุณทำคนเดียวไม่ได้แน่นอนครับ ยังไงก็ต้องมีทีม มีลูกน้องในการปฏิบัติงาน ในการทำงานหน้าร้าน รับลูกค้า ทำครัว พนักงานเป็นส่วนสำคัญมากที่จะทำให้ร้านอาหารประสบความสำเร็จ เพราะพนักงานเป็นผู้ที่จะต้องพบกับลูกค้าโดยตรง เป็นผู้ที่จะปรุงอาหารให้กับลูกค้า เพราะฉะนั้นต้องวางแผนจัดการในเรื่องของพนักงานให้ดีครับ ยิ่งในปัจจุบัน การแข่งขันสูงมาก พนักงานก็ค่อนข้างขาดตลาด ค่าตัวก็สูง เปลี่ยนงานก็บ่อย โดยสิ่งที่จะต้องพิจารณาในส่วนของพนักงานมีดังนี้

- การหาพนักงาน: คุณต้องคำนวนเบื้องต้นก่อนครับ ว่าร้านคุณจะต้องการพนักงานกี่คน ตำแหน่งอะไรบ้าง ต้องการคนแบบไหน สมัยนี้หาพนักงานคนไทย ก็ยากบางครั้งก็ต้องไปหาเป็นต่างชาติ ที่สำคัญคนทำงานร้านอาหารถ้าเป็นเด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ก็ไม่ค่อยจะอยากทำกัน เท่าไหร่ อาจจะอยากทำร้านกาแฟ ร้าน Fast food เพราะว่าดูดีดูเท่ห์ การแย่งตัวกันในวงการร้านอาหารจึงมีค่อนข้างมาก และ แต่ละตำแหน่งก็ต้องการคนที่มีลักษณะไม่เหมือนกัน คนที่ล้างจาน ก็อยากจะแค่ล้างจานไม่ทำอย่างอื่น คนที่ทำหน้าที่ เสริฟ ก็ไม่อยากทำในครัว คนที่จะทำครัวก็จะเป็นอีกประเภทหนึ่ง.. เมื่อระบุได้แล้ว ว่าอยากได้คนแบบไหน จากนั้นก็ต้องออกไปหาครับ เทคนิคง่ายๆครับ อยากหาพนักงานทำร้านอาหาร ก็ไปหาในแหล่งที่มีร้านอาหารเยอะๆครับ แต่ไม่ใช่เดินไปหาในร้านคนอื่นนะครับ ไปรอตอนก่อนเข้างานหรือหลังเลิกงานครับ แล้วทำใบปลิวไปแจก ตามป้ายรถเมล์หน้าห้างฯ หรือ ตามทางเข้าออกหลังห้างฯ ไปสัก 4 ทุ่มครับ เวลากำลังดี

- เงินเดือน และ สวัสดิการ: จัดเตรียมให้พร้อมครับ คิดให้เสร็จสรรพ ว่าจะให้อะไรอย่างไรบ้าง เงินเดือน ให้แค่ขั้นต่ำ 300 บาทอาจจะไม่พอนะครับ (ถ้าเป็นพนักงานคนไทย) อาจจะต้องให้มากกว่านั้น ร้านอาหารตามห้าง เดี๋ยวนี้ เดือนๆนึง พนักงานธรรมดาได้กันหลัก 10,000 ขึ้น เฉลี่ยก็ 13,000 – 15,000 บาท อันนี้เป็นอัตราในกรุงเทพนะครับ ถ้าเป็นต่างจังหวัดก็อาจจะถูกลงมาหน่อย ส่วนสวัสดิการ ก็ต้องมีให้พร้อม และ สวัสดิการร้านอาหารก็อาจจะไม่เหมือน สวัสดิการบริษัททั่วๆไป คุณต้อง มีค่าโอที ค่ากะกลางคืน ค่าอาหาร ค่ารถ วันหยุดวันเกิด และ อื่นๆ อีก เพื่อให้ดึงดูดใจพนักงาน อยากรู้ว่ามีอะไรบ้าง ไปแอบอ่านตามป้ายรับสมัครพนักงานตามหน้าร้านต่างๆได้เลยครับ

- พนักงานต้องมีความสุขในการทำงาน เพื่อที่จะส่งมอบบริการที่ดีให้กับลูกค้า ถ้าพนักงานไม่มีความสุข อย่างหวังครับ ว่าเค้าจะส่งมอบบริการดีๆให้กับลูกค้าของคุณ จะลงทุนอะไรเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า เริ่มที่พนักงานเราก่อนดีกว่าครับ

5. ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ก็ไม่ทุกกรณี
ทำเลเป็นส่วนสำคัญ ส่วนนึงในการทำธุรกิจร้านอาหารครับ เพราะต้องอยู่ในแหล่งชุมชน อยู่ในพื้นที่ ที่ไปมาสะดวก หรือ มีที่จอดรถ ที่กล่าวมาเป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องตัดสินใจ แต่ในยุคนี้ จะหาทำเลดีๆ ก็ยากพอตัว แต่อย่างที่ผมเคยบอกไปครับ ทำเลอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด ขอแค่อาหารคุณอร่อย เดี๋ยวลูกค้าก็มาหาคุณเอง ความอร่อยกับทำเล ถ้าได้ทั้งสองอย่างก็ถือว่าโชคดีที่สุด แต่ถ้าไม่ได้ทำเลที่ดี คุณต้องทำอาหารให้ดี เพื่อมาชดเชยกัน ยิ่งทำเลแย่เท่าไหร่ อาหารต้องยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น เพราะหากทำเลไม่ดี ลูกค้าจะเกิดความลำบากในการเดินทางไปหาร้านของคุณ แต่ถ้าร้านคุณอร่อยมากๆ ต่อให้ลำบากแค่ไหน ลูกค้าก็จะฝ่าฟันไปหาคุณ แต่ถ้าอาหารคุณไม่ได้อร่อยมาก ความพยายามในการที่ลูกค้าจะไปหาคุณก็ลดลงไปตามๆกัน

ทั้งสองส่วนควรจะอยู่ในจุดที่เหมาะสมกัน ธุรกิจถึงจะไปรอดครับ หลายคนพลาดในจุดนี้ บางคนอาจจะพลาดตรงที่ ร้านอยู่ในทำเลที่ดีมาก แต่ชะล่าใจ คิดว่ายังไงก็ต้องมีลูกค้ามาที่ร้าน แต่อาหารตัวเองไม่อร่อย สุดท้ายก็ไปไม่รอด ร้านที่ทำเลดีมากๆได้แก่ สยามพารากอน ชั้นล่าง หรือ ในสนามบิน ถ้าทำเลคุณดีขนาดนั้น แค่ทำอาหารให้พอใช้ได้ ธุรกิจคุณก็ไปได้แล้วล่ะครับ แต่ถ้าคุณกำลังคิดจะทำร้านกาแฟ.. ทำเลสำคัญที่สุดแน่นอนครับ เพราะคงไม่มีใครพยายามที่จะเดินทางอย่างยากลำบากเพื่อไปซื้อกาแฟแค่แก้วสอง แก้วอย่างแน่นอน

6. การก่อสร้างเป็นพื้นฐานของความสำเร็จ
หากคิดจะทำร้านอาหาร ต้องรู้เรื่องพื้นฐานโครงสร้างของร้านให้ดีนะครับ ไม่อย่างงั้น ปัญหาจะตามมาอีกเยอะแน่นอน การก่อสร้างร้าน อาจจะแบ่งเป็นสองส่วน คือ การตกแต่ง Layoutร้าน และ ระบบสาธารณูประโภคต่างๆครับ
- ผังร้าน (layout) การตกแต่งร้าน ต้องออกแบบให้เหมาะกับการปฏิบัติงานของคุณให้มากที่สุด การจัดรูปแบบจะแบ่งเป็นโซน หน้าร้านที่นั่งลูกค้า และ ในครัว ทุกอย่างต้องออกแบบมาอย่างสอดคล้อง กับระบบการทำงานของคุณ เพราะฉะนั้นต้องคิดก่อน ว่าจะรับ order ยังไง จ่ายเงินตรงไหน รับอาหารตรงไหน เก็บจานที่ใช้แล้วอย่างไร อุปกรณ์ในครัวจะมีอะไรบ้างอะไรจะวางไว้ตรงไหน จะต้องมีที่จัดเก็บstockวัตถุดิบมากเท่าไหร่ วิธีคิดแบบง่ายๆ ก็ลองคิดว่า ตั้งแต่ลูกค้าเริ่มเข้าร้านมา เราจะต้องทำอะไรบ้าง ตั้งแต่ต้นจนจบเราก็จะพอวาดภาพออกครับ ว่าผังในร้านจะเป็นอย่างไร

- ระบบสาธารณูประโภคต่าง ส่วนใหญ่เรื่องผังร้าน ทุกคนคงจะพอเข้าใจภาพ และ พอจะออกแบบวางแผนได้ แต่ส่วนนี้ซิครับ ที่จะยากหน่อย หากคุณไม่ได้มีความรู้พื้นฐานก่อสร้าง แต่มันก็ไม่ยากเกินเรียนรู้ครับ สิ่งที่คุณจะต้องคิดถึงคือ ระบบน้ำจะเป็นอย่างไร ใช้น้ำร้อน น้ำเย็นแค่ไหน, ระบบน้ำทิ้ง บ่อดักไขมันต่างๆ จากนั้นก็ไปในเรื่องของไฟฟ้า ใช้กำลังไฟฟ้าแค่ไหน ต้องคำนวนหลอดไฟ และ อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่าง, แก๊ส ถ้าเป็นร้านในห้างต้องดูระบบแก๊สด้วยครับว่าเป็นอย่างไร ต้องอยู่ตำแหน่งตรงไหน การติดตั้งมีเงื่อนไขอะไรบ้าง และ สุดท้าย เรื่องของระบบดูดควัน เราต้องพอที่จะกะประมาณได้ว่า ร้านเราจะมีควันจะการทำอาหารมากน้อยแค่ไหน หากเราละเลยสิ่งต่างๆเหล่านี้ สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นก็ได้แก่ น้ำท่วมร้านไหลออกมาจากในครัวเพราะท่อตัน, ไฟตัด เพราะใช้ไฟเกิน, ควันเต็มร้านเพราะแรงดูดควันไม่พอ หรือ ไม่ก็ในร้านอากาศร้อนมาก เพราะแรงดูดมากเกินไปดูดแอร์เราออกไปหมด (กรณีที่เป็นครัวเปิด) เรื่องพวกนี้เป็นอะไรที่ปวดหัวมากครับ หากมีปัญหาภายหลัง เพราะมันแก้ยากครับ ผมเคยเจอว่า บ่อดักไขมัน ดันไปอยู่ใต้ตู้อุปกรณ์ครัว ทำให้เปิดตักไขมันไม่ได้, ควันเต็มร้าน เพราะแรงดูดควันไม่พอ หรือ น้ำขังในครัว เพราะพื้นเทไม่เสมอทางลาดชันไม่ดี และ เมื่อเอาอุปกรณ์ในครัวเข้าหมดแล้ว ก็จะแก้ไขได้ยากมากๆครับ

วิธีป้องกันง่ายในเรื่องเหล่านี้คือ หากเรายังมีความรู้ไม่มากพอ ก็จ้างผู้รับเหมา หรือ คนออกแบบที่มีประสบการณ์ทำร้านอาหารมาทำให้ครับ เอาคนที่เราคิดว่าเค้าเก่งจริงๆนะครับ อย่าคิดแต่ว่าเอาถูก เอาคนออกแบบออฟฟิศ ออกแบบบ้านมาทำร้านอาหาร โดยเฉพาะหากต้องทำร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าครับ เงื่อนไขเยอะมากๆครับ เอาคนมีประสบการณ์มาช่วยดีกว่าครับ

สำหรับบทความนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ ครั้งต่อไปจะเป็นตอนจบของสูตรสำเร็จธุรกิจร้านอาหารครับ

มีความเห็นหรือคำชี้แนะใดๆ เชิญมาแชร์กันได้นะครับ ยิ่งให้ยิ่งได้ครับ

ARA

#yesclub

ติดตามอ่านบทความย้อนหลัง กลยุทธ์สู่ความสำเร็จของธุรกิจอาหาร ได้ที่
https://www.facebook.com/160148840761012/photos/a.169898993119330.34803.160148840761012/579658202143405/?type=1&theater

สูตรสำเร็จธุรกิจร้านอาหาร ตอน 1
https://www.facebook.com/160148840761012/photos/a.169898993119330.34803.160148840761012/585576478218244/?type=1&theater

YES Club The Series สูตรสำเร็จธุรกิจร้านอาหาร ตอน 1 ( 3 ตอนจบ)



จากที่ผมได้เคยเขียนไปแล้วเกี่ยวกับ กลยุทธ์สู่ความสำเร็จของธุรกิจอาหาร ในครั้งนี้จะขอลงในรายละเอียดเกี่ยวกับ “ธุรกิจร้านอาหาร” โดยเฉพาะครับซึ่งก็รวมไปถึงทั้งร้านอาหารและเครื่องดื่มนะครับ

ในประเทศไทย มูลค่าตลาดธุรกิจอาหารในมีขนาดประมาณหนึ่งแสนแปดหมื่นล้านบาท โดยมีการเจริญเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 10% มีผู้ประกอบการร้านอาหารที่จดทะเบียนกับกรมพาณิชย์ประมาณ 60,000 กว่าราย และ มีรายใหม่ๆเพิ่มขึ้นทุกๆปี ปีละกว่า 1,000 ราย

โดยตลาดร้านอาหารจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มเครือข่ายร้านอาหาร (Food Chain Restaurant ) และ กลุ่มอื่นๆทั่วไป ซึ่งกลุ่มเครือข่ายร้านอาหารหมายถึง คาเฟ่, บาร์ ร้านอาหารที่ให้บริการเต็มรูปแบบ,ร้านอาหารฟาสต์ฟูด,การบริการจัดส่ง,การ ซื้อกลับบ้าน,ร้านอาหารที่บริการด้วยตนเอง,และคีออส ซึ่งมีจำนวนสาขาตั้งแต่10 ร้านขึ้นไป ซึ่งในกลุ่มนี้ มีมูลค่าตลาดสูงถึงเกือบ แสนล้านบาท โดยกลุ่มนี้มีอัตราเติบโตปีละเกือบ 14% ซึ่ง ร้านอาหารประเภทไก่ เบอร์เกอร์, สุกี้ และ อาหารญี่ปุ่นเป็น กลุ่มที่มีสัดส่วนสูงที่สุด

นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมา มีธุรกิจที่พัฒนาเป็นแฟรนไชส์ 400 กว่าราย ซึ่ง 57% ของธุรกิจที่พัฒนาเป็นแฟรนไชส์ก็เป็นอาหารและเครื่องดื่ม จากข้อมูลที่ผมบอกมาทั้งหมดคงไม่ต้องสงสัยนะครับ ว่าการแข่งขันในตลาดนี้มันสูงและดุเดือดสักแค่ไหน หากใครต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับ ตลาดร้านอาหาร ก็ Download ได้จาก ลิ้งค์นี้เลยครับ เป็นข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย
http://library.dip.go.th/multim6/edoc/2556/21914.pdf

ถึงแม้การแข่งขันจะดุเดือดเลือดพล่านขนาดไหน ธุรกิจอาหารก็เป็นธุรกิจที่มีผู้คนมากมายต้องการที่จะเข้ามาเพื่อที่จะแย่ง ชิงพื้นที่การตลาดในส่วนนี้ แต่จะทำอย่างไรละให้ธุรกิจของคุณไปรอด ผมสรุปสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาในการที่จะทำธุรกิจร้านอาหารจากประสบการณ์ของ ผมมาได้ 12 ข้อดังนี้นะครับ
1. วิเคราะห์และประเมินกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
2. อาหารสำคัญที่สุด
3. บริการเป็นเลิศ
4. พนักงานเป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจของร้านอาหาร
5. ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ก็ไม่ทุกกรณี
6. การก่อสร้างเป็นพื้นฐานของความสำเร็จ
7. บรรยากาศช่วยสร้างประสบการณ์ความต่างได้
8. เทคโนโลยี ใช้ให้เป็น อย่าทำเพราะมันเท่
9. ตั้งราคาให้เป็น อย่าลืม ต้นทุน ค่าใช้จ่ายแฝง
10. โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ต้องทำ แต่อย่าเน้นโปรโมชั่น
11. การจดทะเบียนต่างๆอย่าลืม
12. เตรียมรับมือความเสี่ยงในทุกๆด้าน

1. วิเคราะห์และประเมินกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
ถ้าหลักการทำธุรกิจที่เราเรียนรู้กันมาทั่วๆไป คงต้องเริ่มจากการวิเคราะห์เศรษฐกิจเป็นอย่างไร ตลาดมีมูลค่าเท่าไร่ มีการเจริญเติบโตแค่ไหน นู่นนี่นั่นเยอะแยะไปหมด แต่สำหรับผม เรื่องภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดไม่ต้องดูมากก็ได้ครับ แค่รู้จากที่อ่านข้างบนมาก็เพียงพอในระดับหนึ่งแล้ว ยกเว้นว่าถ้าหากคุณจะลงทุนระดับสิบล้านขึ้นไปนะครับ อาจจะต้องศึกษาให้มากกว่านี้หน่อย
แต่สิ่งที่สำคัญที่จะต้องคิดถึงคือ คุณจะทำอาหารประเภทไหน และ จะขายให้ใคร ฟังดูเหมือนง่าย แต่ไม่ง่ายนะครับ เริ่มต้นตรงนี้ต้องเอาให้ชัดเจน ถ้าไม่เคลียร์คุณจะ focus ไม่ถูก.. อาหารประเภทไหนเช่น อาหารไทย จีน ฝรั่ง อิตาลี่ อาหารเช้า กลางวัน เย็น ของหวาน ขนม เบเกอรี่ เครื่องดื่ม กาแฟ ไอศกรีม จะทำอะไร ถนัดประเภท ไหน ต้องเลือกให้ชัด และ หลังจากนั้น ระบุลูกค้าคุณให้ชัดที่สุดเท่าที่ทำได้ เช่น ผู้ชาย ผู้หญิง ผู้ใหญ่ เด็ก นักเรียน พนักงานออฟฟิศ คนรวย คนไม่รวย คนไทย ต่างชาติ หรือ ระบุเป็นพื้นที่ว่าจะขายโซนไหน อะไรยังไง ถ้ามีพื้นที่อยู่แล้ว ก็ต้องระบุให้ชัดครับว่าในพื้นที่โซนนั้นเป็นยังไง เขตโรงเรียน เขตออฟฟิศ ใกล้ BTS หรือ เป็นที่พักอาศัย

ในการทำตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดก่อนจะเริ่มอย่างอื่นครับ เพราะการทำตรงนี้จะช่วยทำให้เราประเมินโดยคร่าวๆได้ว่าถ้าเราจะทำร้านอาหาร สักที่ใดที่หนึ่ง เราจะมีโอกาสมีลูกค้าประมาณวันละเท่าไหร่ แล้วมันจะเพียงพอมั๊ยสำหรับการดำเนินธุรกิจ ผมเคยทำร้านกาแฟในห้างฯแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด เป็นอำเภอที่แยกออกมาไม่ได้อยู่ในตัวเมือง ประมาณการณ์ว่าขั้นต่ำต้องได้ 50 แก้วต่อวัน คำนวนยังไงก็น่าจะได้ เพราะน่าจะมีคนเข้าออกเยอะ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ห้างแทบจะร้าง วันนึงเฉลี่ย มีขายได้แค่ 15-30 แก้ว ขายดีเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดต่างๆ แต่ก็ไม่เพียงพอ สุดท้ายก็ต้องปิดร้านไป ตอนนั้นผมซื้อเป็นแฟรนไชส์ และรีบร้อนอยากได้ อยากลงทุน อยากออกจากงานประจำ สรุป.. รีบเกินไป ไม่ได้ไปสำรวจพื้นที่และกลุ่มลูกค้าให้ดีเสียก่อน เสียเงินไปหลายแสนบาท.. เพราะฉะนั้นใช้เวลาในการวิเคราะส่วนนี้เยอะๆครับ ถ้าไม่อยากจะผิดพลาดเหมือนผม

2. อาหารสำคัญที่สุด

ทำธุรกิจอาหาร สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ รสชาติความอร่อย และ คุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ ไม่ว่าคุณจะทำอาหารหรือเครื่องดื่มประเภทใดก็ตาม ถ้าอาหารคุณไม่อร่อย คุณแย่แน่นอนครับ ความอร่อยเป็นอะไรที่วัดได้ยาก อร่อยของคุณ คนอื่นอาจจะไม่อร่อยด้วย เพราะฉะนั้นต้องมั่นใจว่าอาหารคุณดีจริงอร่อยจริงในกลุ่มลูกค้าที่คุณต้อง การจะขาย ก่อนจะเปิดร้านควรจะสำรวจความเห็นจากหลายๆคน และ คนที่พอจะเป็นตัวแทนกลุ่มลูกค้าของคุณได้ ว่าอาหารคุณดีจริง อร่อยจริง อย่าเชื่อแค่ความรู้สึกของคุณเองหรือคนใกล้ชิดว่าอร่อย เอาให้ชัวร์ครับ เพราะถ้าอาหารคุณแน่จริง อร่อยจริง เรื่องอื่นๆหลังจากนี้จะง่ายขึ้นเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำเล ราคา การโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพราะลูกค้าจะมาหาคุณเพราะอาหารคุณดีจริงๆ

หลายๆผู้เชี่ยวชาญมักจะบอกว่า จะทำร้านอาหาร ทำเลสำคัญที่สุด แต่ ผมไม่เชื่อครับ ทำเลสำคัญ แต่ไม่ใช่ที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออาหารครับ เราจะขายอาหาร ไม่ได้ขายทำเล หรือ ความสะดวก.. ถ้าอยากอยู่อย่างยั่งยืน ต้องอาหารมาเป็นอันดับ 1 ครับ.. ไม่เชื่อลองนึกถึงร้านอาหารอร่อยๆที่คุณรู้จัก ร้านที่มีคนรอคิวเยอะๆ คนแน่นทั้งวัน ร้านทั้งหลายเหล่านั้น บางครั้งไม่ได้อยู่ในทำเลที่ดี ที่จอดรถก็ไม่มี บริการก็เฉยๆ(ต้องบริการตัวเอง) โฆษณา โปรโมชั่น บัตรสมาชิก ไม่มีสักอย่าง แต่ทำไม มีแต่คนไปที่ร้านเค้า มีแต่คนยอมไปรอคิวต่อคิวนานๆ เพื่อทานอาหารร้านเค้า ที่ยกตัวอย่างไม่ได้หมายความว่า ทำอาหารอร่อยแล้วอย่างอื่นไม่ทำนะครับ เราก็ต้องทำด้วยเพื่อให้ร้านของเราออกมาดีที่สุด หลายๆคนเปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟแล้วเจ๊ง ลองย้อนไปนึกดูนะครับ ว่า อาหารของคุณดีพอหรือยัง ที่ลูกค้าจะนำเงินมาให้คุณเพื่อแลกกับอาหารของคุณ

ในบทความแรก ขอจบที่แค่ข้อ 2 ก่อนนะครับ มาติดตาม ตอน 2 และ 3 ในวันพรุ่งนี้ และ วันมะรืนนี้ครับ

หากท่านใดมี feedback ชอบหรือไม่ชอบ หรือ อยากจะแชร์ความเห็นต่างๆสามารถส่งเข้ามาได้เลยนะครับ ยิ่งมีคนช่วยคิดหลายๆคน เราทุกคนก็จะได้ความรู้กันมากขึ้นครับ

มีผู้อ่านท่านใดที่อยู่ในธุรกิจร้านอาหารบ้างครับ มาแชร์ความเห็นกันได้นะครับ

#yesclub

ARA

ติดตามอ่านบทความย้อนหลัง กลยุทธ์สู่ความสำเร็จของธุรกิจอาหาร ได้ที่
https://www.facebook.com/160148840761012/photos/a.169898993119330.34803.160148840761012/579658202143405/?type=1&theater

3 หลักในการเลือกธุรกิจที่ใช่สำหรับคุณ



คนส่วนใหญ่มีความฝันที่อยากจะทำธุรกิจของตัวเอง อยากจะทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จ เป็นแหล่งที่มาของรายได้ ที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต หรือ ทำอะไรสักอย่างให้ร่ำรวยเพื่อความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายมากขึ้น

คนรุ่น ใหม่ๆสมัยนี้พอเรียนจบมักจะไม่ค่อยอยากไปทำงานเป็นลูกจ้าง แต่กลับจะอยากทำธุรกิจอยากรวย อยากทำอะไรก็ได้ที่รวยเร็ว ก็มักจะซื้อหนังสือต่างๆที่บอกถึงว่า จะทำยังไงให้รวย อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น, การซื้อแฟรนไชส์ ทำร้านกาแฟ ร้านอาหาร เปิดร้านล้างรถ และ อื่นๆ อีกมากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้จะประสบความสำเร็จกันทุกคน ซึ่งมีเพียงแค่ส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จจริงๆ

คนที่เป็นพนักงานประจำหลายๆคน ก็พยายามที่จะสร้างสมประสบการณ์ทำงาน และ เก็บเงินให้ได้สักก้อน เพื่อที่จะไปลงทุนในการทำธุรกิจเป็นของตัวเอง หรือ บางคนที่มีคุณพ่อคุณแม่ที่พอมีฐานะ ก็อาจจะได้เงินทุนมาสักก้อนที่จะไปลงทุนในการทำธุรกิจ แต่คำถามคือ จะเลือกทำธุรกิจอะไรดีที่ทำแล้วมีความสุขและได้ผลกำไรด้วย

ผมก็เลยจะขอเสนอแนวคิดในการเลือกธุรกิจให้กับคนที่สนใจในการหาธุรกิจใหม่ๆ ลองไปคิดกันดูนะครับ โดยแนวคิดนี้มาจาก หนังสือ Technology Venture ซึ่งผมใช้ในการสอนนักศึกษา

ในทฤษฎีได้บอกไว้ว่าการเลือกทำธุรกิจที่คุณทำแล้วคุณจะมีความสุขในการทำงานในแต่ละวัน ให้พิจารณาจาก 3 อย่างนี้ครับ

1.ความชอบ และ ความรัก (Interest & Passion)
ลองค้นหาตัวคุณดูครับ ว่าคุณชอบอะไร หรือ รักในการทำกิจกรรมอะไร เช่น ชอบทำอาหารเลยเปิดร้านอาหาร, ชอบเล่นเกมเลยทำธุรกิจเกี่ยวกับเกม, ชอบปั่นจักรยานก็เปิดร้านจักรยาน, ชอบพระเครื่อง ชอบสะสมเหรียญ ก็ทำธุรกิจเช่าพระเครื่อง หรือ ธุรกิจของเก่า... ข้อนี้ เอาจริงๆ คือ พูดง่ายครับ แต่เวลาจะทำจริงๆ ยากมาก เพราะเราไม่รู้ว่าเราชอบมันแค่ไหน รักมันแค่ไหน บางครั้งทำไปกลางทางก็หยุดเอาดื้อๆ เช่น ชอบทำอาหาร แต่ไม่ชอบงานบริการ ไม่ชอบการจัดการ พอเปิดร้านอาหาร ก็จะเจอปัญหาอื่นๆตามมารุมเร้าจนยอมแพ้ไปในที่สุด.. สำหรับบางคนปัญหาในข้อนี้คือ หาไม่ได้ว่าชอบอะไรรักอะไร แต่อย่างไรก็ตาม หากเราอยากจะทำธุรกิจที่เรารักจริงๆ เราต้องพยายามหาให้เจอครับ ถ้ายังหาไม่เจอก็ลอง ทำรายการสิ่งที่ชอบขึ้นมาหลายอย่าง แล้วลองคิดว่า ถ้าเราต้องอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปทั้งชีวิตเราอยากจะทำอะไร

2. ความสามารถ (Capabilities & Skill)
มีแค่ความชอบอย่างเดียวไม่พอครับ ต้องประเมินตัวคุณเองด้วยครับ ว่าคุณทำอะไรได้ดี และคุณมีความชอบและความต้องการที่อยากจะพัฒนาในกิจกรรมที่คุณทำเหล่านั้นให้ ดียิ่งๆขึ้นไปหรือเปล่า เช่น คุณอาจจะชอบทำขนม ทำเบอเกอรี่ และคุณก็ทำได้ดี สิ่งนี้อาจจะเป็นธุรกิจคุณก็เป็นได้ หรือ คุณอาจจะมีความรู้ทางด้านใดด้านหนึ่งจนเรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในหมู่ เพื่อนๆหรือคนใกล้ตัว เช่น มีความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ เครื่องยนต์ หรือ อุปกรณ์แต่งรถ ซึ่งก็อาจจะเป็นอีกธุรกิจที่คุณทำได้ดี บางคนอาจจะมีความรู้ในด้านรองเท้าต่างๆเป็นอย่างดี หรือ อาจจะเป็นคนที่ชอบพูดชอบเขียนชอบสอนคนอื่นๆ ก็อาจจะทำธุรกิจเกี่ยวกับเขียนหนังสือ หรือ การฝึกอบรม หรือ ไปเป็นอาจารย์
บางคนชอบในบางอย่างมากๆ แต่ไม่มีความสามารถในการทำให้ได้ดีกว่าคนอื่น เราจะนำสิ่งนั้นมาทำเป็นธุรกิจก็อาจจะยากที่จะประสบความสำเร็จ เช่น คุณอาจจะชอบดื่มกาแฟมากๆ ก็เลยสนใจที่จะทำธุรกิจกาแฟ แต่คุณทำกาแฟก็ไม่เป็น ความรู้เรื่องกาแฟก็แค่พื้นๆ งานบริการก็ไม่ชอบ จะให้ไปขวนขวายหาความรู้ด้านนี้เพิ่มเติมก็คิดว่าน่าจะยากเกินไป ถ้าเป็นแบบนี้ ธุรกิจกาแฟอาจจะยังไม่ใช่สำหรับคุณ
ในเรื่องของความสามารถเราสามารถฝึกฝนพัฒนาตัวเราเองได้นะครับ สนใจสิ่งไหนก็ไปเรียนรู้มันเลยครับ

3. โอกาส
เมื่อมีทั้งความชอบ ความรักในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว แถมคุณยังมีความสามารถที่ดีอีกด้วย ก็มาดูอย่างสุดท้ายกันครับว่าสิ่งๆนี้น่าจะเป็นธุรกิจที่ใช่ของคุณหรือยัง "โอกาส" อีกส่วนสำคัญที่จะมาเป็นอีกส่วนนึงในการตัดสินใจเลือกธุรกิจ โอกาสในที่นี้หมายถึง ความพร้อมของตลาด นั่นคือ สิ่งที่คุณจะทำนั้นมาในเวลาที่เหมาะสมในตลาด ตลาดกำลังมีความต้องการสิ่งๆนั้นอยู่ และ คุณสามารถที่จะเข้าเสนอสินค้าหรือบริการของคุณเพื่อตอบสนองความต้องการได้ใน ช่วงเวลานั้น และ องค์ประกอบต่างๆภายนอกเอื้ออำนวยในการที่คุณจะเริ่มต้นธุรกิจ เช่น เจอทำเลที่ใช่ที่ถูกใจ, มีแหล่งเงินทุนที่พอจะเริ่มต้นทำธุรกิจ หรือ บังเอิญพบกับหุ้นส่วนที่พร้อมจะมาลงทุนในการทำธุรกิจร่วมกัน

จาก 3 องค์ประกอบดังกล่าว ถ้าหากคุณสามารถรวมทั้งสามอย่างเข้าด้วยกันได้ และหาธุรกิจที่ใช่นั้นเจอ ผมรับรองได้ว่า คุณจะได้ทำในสิ่งที่คุณรักอย่างแน่นอน แต่จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น แค่ 3 อย่างนี้ยังไม่พอนะครับ คุณต้องมีหลักในการทำการตลาด การบริหารการจัดการธุรกิจของคุณด้วยครับ

แต่ผมว่าแค่เริ่มต้นหาสิ่งที่ใช่สำหรับคุณได้ คุณก็มีชัยไปกว่าครี่งแล้วครับ เพราะผมบอกได้เลยว่าทุกวันนี้ มีหลายคนที่ลำบากในการค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบ ที่หามาตั้งนานแต่ก็ยังหาไม่เจอ แต่ก็มีบางคนก็จะถามผมว่าเห็นมหาเศรษฐีตั้งหลายคนที่เค้าทำธุรกิจหลายๆอย่าง ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่เค้ารักแต่เค้าก็ประสบความสำเร็จได้นะ เพราะพวกเค้าหาโอกาสเป็นหลักและเลือกทำในธุรกิจนั้นไปเลย ความรักความชอบอาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญ ซึ่งในเรื่องนี้ ผมอยากให้ลองพิจารณาดีๆครับ เราจะพบว่า มหาเศรษฐีเหล่านั้น บางทีเค้าอาจจะชอบในเรื่องการค้าขาย ขายอะไรก็ได้ขอให้ได้ขาย และ สิ่งที่เค้าทำได้ดีเป็นพิเศษก็คือ การขายของและการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆรอบข้าง.. บางครั้งสิ่งที่คุณรักหรือชอบอาจจะไม่ใช่ตัวธุรกิจนั้นๆ แต่มันอาจจะเป็นกิจกรรมที่คุณได้ทำในธุรกิจนั้นๆก็เป็นได้ครับ

ข้อดีของการทำสิ่งที่คุณชอบและคุณทำได้ดี คือ คุณจะไม่รู้สึกท้อ หรือ เหน็ดเหนื่อยในการทำงานครับ ลองดูพวกนักวิ่งมาราธอน หรือ นักกีฬาทั้งหลายซิครับ กีฬาวิ่งมาราธอนเป็นอะไรที่เหนื่อยมากลำบากมากๆ คนไม่ชอบวิ่งก็จะบอกว่าไปวิ่งทำไมให้เหนื่อย นักกีฬาเหล่านี้ต้องซ้อมและวิ่งเป็นอย่างมาก ซึ่งพวกเค้าจะรู้สึกว่า ยิ่งเหนื่อยยิ่งสนุกยิ่งมีความสุข...

ทฤษฎีนี้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้เราลองนำหลักการไปคิดทบทวนดูครับ เผื่อว่าคุณจะค้นพบธุรกิจที่คุณจะหลงรักและอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข

ARA

#yesclub

Comfort Zone โซนสบายๆที่อาจจะทำให้เราตายโดยไม่รู้ตัว



ทฤษฎี Comfort Zone เป็นเรื่องของการศึกษาทางด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่ง Comfort zone นั้นเมื่อแปลตรงๆเป็นภาษาไทย คือ พื้นที่สบายๆ ไร้กังวล ไม่มีความกดดัน อยู่แบบปราศจากความเสี่ยง

คนเราทุกๆคน จะมีการสร้างพื้นที่ Comfort zone ขึ้นมาในจิตใจของตนเอง เนื่องจากเราต้องการที่จะอยู่ในที่ๆปลอดภัย มั่นคง สบายใจ และ ไม่เสี่ยง ซึ่งการสร้าง Comfort zone นี้ทำให้เรามีขอบเขตบางอย่างขึ้นมากั้นตัวเราเอาไว้ไม่ให้ก้าวออกไปนอก อาณาเขตของเราเอง ในแง่ของการทำงาน การทำธุรกิจ ทุกๆคนก็จะมีการสร้างอาณาเขตลักษณะนี้ไว้เช่นกัน เช่น ;

พนักงานประจำบางคน จะมีความพอใจในงานของตัวเอง เนื่องจากอยู่มานานจนเคยชิน กับการทำงาน, กฏระเบียบองค์กร และ สภาพแวดล้อมในที่ทำงาน พออยู่ไปนานๆก็ไม่กล้าที่จะรับหน้าที่ใหม่ๆ ไม่อยากเปลี่ยนงาน ย้ายงาน หรือ ออกไปทำธุรกิจของตนเอง ก็อยู่อาณาเขตของตนเองแบบนั้นไปเรื่อยๆจนเกษียณ โดยที่ไม่ได้มีการพัฒนาหรือก้าวหน้าใดๆเนื่องจากไม่กล้าที่จะออกไปนอก Comfort zone

ในแง่ของธุรกิจ บางองค์กรมักจะเคยชินอยู่ในรูปแบบเดิมๆ โครงสร้างธุรกิจเดิม การค้าขายแบบเดิมๆ โดยคิดว่าที่ทำมาก็ดีอยู่แล้ว ทุกอย่างก็โอเค อยู่แบบนี้ก็สบายดี มีรายได้มาเรื่อยๆ ลูกค้าก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่านี้ ผู้บริหารองค์กรที่อยู่ในแต่กรอบของตัวเอง ก็จะไม่พยายามที่จะเปลี่ยน หรือทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำ หรือมีความเสี่ยง เพราะกลัวว่าจะลำบาก หรือ จะทำได้ไม่ดีหากก้าวออกไปทำในสิ่งใหม่ๆ

ความน่ากลัวของ Comfort Zone ก็คือ การที่มันจะทำให้เราสบายจนชิน เมื่อชินแล้วก็จะเริ่มกลายเป็นความเฉื่อยชา ความขี้เกียจ ทำให้เราไม่พัฒนาตัวเอง ไม่คิดอะไรใหม่ ไม่ทำอะไรใหม่ หยุดอยู่กับที่ หลายๆองค์กรอยู่ใน Comfort zone จนเคยชิน พอวันนึงมีคู่แข่งที่ทำอะไรใหม่ๆในตลาด หรือ สถานการณ์ในโลกภายนอกเปลี่ยนแปลงไป องค์กรนั้นๆก็อาจจะเจอกับวิกฤติที่อาจจะถึงขั้นล้มละลายได้ ซึ่งปกติองค์กรที่จะเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ คือ องค์กรที่เริ่มสร้างตัวมาได้สักระยะ เริ่มประสบความสำเร็จ แต่หลังจากนั้นกลับไม่มีการปรับตัวหรือพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งๆขึ้นไป เช่น บริษัท Nokia, Blackberry ที่ปัจจุบันโดน Takeover กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่การที่เราจะก้าวออกไปนอก Comfort zone นั้นก็ไม่ง่ายนัก เพราะภายนอกความสบาย เราจะต้องเจอกับความลำบาก ความไม่เคยชิน และ เจอกับอุปสรรคอีกนานานัปการ แต่ความสำเร็จต่างๆ มักจะอยู่ตรงนั้น ซึ่งถ้าเราไม่ก้าวออกจากพื้นที่ Comfort zone เราก็ไม่มีทางที่จะพบกับความสำเร็จอย่างแน่นอน

ปรัชญาทางตะวันตก จะมีคำพูดอยู่ว่า “Life Begins at the End of you Comfort Zone” ซึ่งแปลว่า การใช้ชีวิตจริงๆนั้นเพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อคุณเริ่มก้าวออกจากเขต comfort zone ของคุณ

ลองคิดๆดูนะครับ ว่าทุกวันนี้ คุณอยู่ใน Comfort zone ของคุณนานเกินไปหรือยัง ถ้านานเกินไปแล้ว ก็เตรียมออกไปหาความท้าทายใหม่ๆในโลกกว้างกันเถอะครับ อาจจะเริ่มจากสิ่งใกล้ๆตัวคุณก่อน เช่น จะไม่นอนตื่นสาย, จะออกกำลังกายทุกวัน, จะอ่านหนังสือให้มากขึ้น หรือ จะให้เวลาครอบครัวให้มากขึ้น เมื่อเริ่มจากก้าวเล็กๆได้ ค่อยวางแผนในการทำงาน และ ธุรกิจต่อไปครับ เช่น หาความรู้ในการทำงานให้มากขึ้น เพื่อความก้าวหน้าในการทำงานในฐานะลูกจ้าง หรือ หากต้องการจะเริ่มธุรกิจอะไรใหม่ๆของตัวเอง ก็เริ่มเลยครับลงมือทำ โดยการทำควบคู่ไปกับงานเดิม เราอาจจะเหนื่อยมากขึ้น มีปัญหามาให้เกิดความท้าทายมากขึ้น แต่ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนครับ

ARA

#yesclub #comfortzone

5 สเตปเทพ ทำธุรกิจในยุค Gen Y



ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ทฤษฎีการบริหารธุรกิจ จะเริ่มเน้นจากการบริหารการผลิต ทำให้ต้นทุนต่ำที่สุด การตลาดเน้นให้ขายสินค้าให้ได้มากที่สุด หรือการเงินที่เน้นให้มีผลกำไรมากที่สุด ทำธุรกิจดีที่สุดต้องเป็นที่ หนึ่งเท่านั้น แต่สมัยนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้วครับ ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เราไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อเป็นที่หนึ่ง เป็นเจ้าใหญ่ที่สุดในตลาดอีกต่อไปแล้ว เราทำธุรกิจเพื่อใช้ชีวิตตอบสนองความต้องการเราล้วนๆครับ ผมกำลังบอกท่านผู้อ่านว่าโลกเราเปลี่ยนจากการได้ยอดขายมากที่สุด เป็นการทำงานให้มีประสิทธิผล (efficiency) มากที่สุด เพื่อให้เราได้ไปทำสิ่งที่เราอยากทำให้เร็วที่สุด สิ่งสำคัญที่ต้องคิดและทำเหล่านี้มีดังนี้ครับ

1. ทำงานที่ถนัดที่สุดเท่านั้น
ผมทำธุรกิจส่งออกด้วยตัวคนเดียวครับ เรื่องบัญชีผมจ้างสำนักงานบัญชีข้างนอกครับ การขนส่งและเอกสารผมจ้างชิปปิ้ง การผลิตผมจ้างโรงงานครับ เว็บไซต์จ้างเค้าทำ ที่เหลือคือหาลูกค้า ผมทำเองครับ ผมเอาเวลาของผมไปทำงานที่สำคัญคือการหาลูกค้าครับ ถึงผมไม่เคยเป็นเซลล์แต่การโฟกัสฝึกและทำงานโดยใช้ทักษะที่สำคัญอย่างเดียว ก็ทำให้ผมเชี่ยวชาญจนเริ่มทำธุรกิจได้แล้ว ผมเคยไปเดินเอกสารแล้วคนจบปริญญาโท (แบบผม) ทำงานนี้สู้แมสเซนเจอร์ไม่ได้ ไม่ต้องปวดหัวกับเรี่องจุกจิก เพราะฉะนั้นอะไรที่ไม่ถนัด ทำแล้วปวดหัว ให้คนที่เค้าเชี่ยวชาญทำแทนดีกว่าครับ

2. เน้นที่ผลงานมากกว่าเวลาทำงาน และ ใช้เวลาให้น้อยที่สุดให้ได้ผลงานมากที่สุด
ผมค่อนข้างติดกับการทำงานเข้างานแปดโมงเช้าเลิกงานห้าโมงเย็นมาจากตอนทำงาน ออฟฟิศครับ ลึกๆแล้วมีความรู้สึกว่าถ้าเราไม่เข้างานตรงเวลา ไม่เลิกงานตรงเวลา เหมือนเราโกงเวลาตัวเอง ไม่ขยันทุ่มเททำงาน ขี้เกียจ ฯลฯ แต่ผลที่ออกมาไม่มีประสิทธิภาพครับ มีอยู่วันหนึ่งผมมีเวลาแค่ 2 ชั่วโมงในการทำงานที่เคยต้องใช้เวลาทำงานทั้งวัน ปรากฏว่าผมทำงานเสร็จ หลังจากนั้น เมื่อเข้าใจเหตุผลจึงเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานใหม่ เน้นที่ผลงานแทน แบ่งงานเป็นย่อยๆ ในแต่ละวัน จ้องที่ to do list เท่านั้น (อาจมีเผื่อเวลาไว้สำหรับงานด่วนนิดหน่อย และเผื่อขี้เกียจด้วย) ถ้าทำเสร็จตามนั้นก็เลิกงานพักผ่อนได้ครับ ถือเป็นรางวัลชีวิต การจำกัดเวลาทำงานให้น้อยลง ยังช่วยให้เราได้ทำแต่สิ่งสำคัญเท่านั้น เรื่องนี้หาอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้ครับ "20:80 กฎแห่งความสำเร็จ"
https://www.facebook.com/160148840761012/photos/a.169898993119330.34803.160148840761012/579442572164968/?type=1&theater

3. ใช้เงินลงทุนให้น้อยที่สุด ให้ได้ผลตอบแทนมากที่สุด
ผมเคยเจอคนที่จะเปิดร้านเค้ก ร้านอาหาร ร้านกาแฟใช้เงินลงทุนเหยียบล้าน ธุรกิจแบบนี้ถ้าเลี่ยงได้ผมจะไม่ทำเด็ดขาดครับ (ลงทุนด้วยเงินแสนแต่ขายได้ครั้งละร้อยบาท) ถามว่าธุรกิจอะไรที่ลงทุนน้อยตอบได้ง่ายๆ ครับ ซื้อมาขายไป ยิ่งทุกวันนี้มีอินเตอร์เน็ตแล้ว พ่อค้าแม่ค้าที่สยามหนีเข้าออนไลน์กันหมดแล้วครับ แต่งเว็บทีเดียว เฟสบุ๊คใช้ฟรี (มีค่าโฆษณานิดหน่อย) แต่รวมๆ แล้วประหยัดเงินกว่าไปเช่าร้านเค้าอีก ยิ่งขายแบบ pre-order ยิ่งใช้เงินน้อยเข้าไปอีก การใช้เงินน้อยถึงสำคัญที่สุด การเริ่มธุรกิจต้องประหยัดเงินที่สุด เพราะเงินนี้เราต้องเอามาเป็นทุนสต็อกของหรือใช้ทำตลาด หากเงินหมด เงินไม่พอ ธุรกิจเกิดใหม่ไม่รอดครับ

4. เอาเงินที่ได้มาจากการทำธุรกิจ ไปสร้างสินทรัพย์
คิดว่าผู้อ่านเคยได้ยิน Passive Income ที่ถูกเปิดเผยโดย Robert Kiyosaki ผมกำลังหมายความถึงอย่างนั้นครับ เงินที่เราได้มาควรแบ่งไปลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนให้เราโดยไม่ต้อง ทำงาน สินทรัพย์พวกนี้เป็นเหมือนผู้ช่วยเรา ในการทำเงินและทำงานแทนเราครับ ไม่ใข่เพียงแค่การซื้ออสังหาฯ หรือเล่นหุ้นเท่านั้น การทำธุรกิจทุกๆ อย่างก็สามารถเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ได้ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราครับ

5. มีความสุขในทุกขณะของชีวิต
เมื่อไหร่ที่คุณทำธุรกิจแล้วมีความสุข ความสุขเหล่านั้นจะส่งผ่านออกมาทางสายตา ท่าทาง คำพูดและการกระทำของคุณ ลูกค้า ลูกน้อง คู่ค้า และทุกคนที่อยู่รอบตัวคุณก็จะได้รับความสุขเหล่านั้น ธรรมชาติของเรา ถ้าคุณจะมีเงินแต่ไม่มีความสุข ถ้าคุณเอาแต่เร่งทำเงินโดยไม่มีวันหยุดพัก ไม่ได้เห็นหน้าพ่อแม่ลูกเมีย ตั้งหน้าตั้งตามุ่งหน้าไปที่ความสำเร็จ โดยที่ลืมแวะชื่นชมทิวทัศน์รอบทาง ซาบซึ้งกับสิ่งที่คุณมี มันจะมีประโยชน์อะไรที่คุณจะฉลองความสำเร็จตัวคนเดียว ปลายทางของคุณจะว่างเปล่ามากๆ ครับ แต่ถ้าคุณสนใจสิ่งรอบข้างระหว่างทางของคุณได้มากเท่าไหร่ เมื่อคุณประสบความสำเร็จแล้วมองย้อนกลับมา คุณจะมีความสุขมากที่สุดครับ คุณได้เห็นหน้าพ่อแม่พี่น้องที่คอยเอาใจช่วย แม้จะผิดหวังกับเรา ได้เห็นเพื่อนแท้ยามที่เราท้อแท้ และได้รู้ว่าพวกเค้าไม่เคยทอดทิ้งเรา ผมว่าเรื่องนี้มันคือการใช้ชีวิตจริงๆครับ

#yesclub
KAL