วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

5 สิ่งที่ควรทำเพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโต




5 สิ่งที่ควรทำเพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโต


เมื่อตัดสินใจโดดออกจากเรือลำใหญ่มาลงเรือของตัวเองกันแล้ว ทางที่ทำได้ก็แค่การทำให้ธุรกิจและฝันของเราไปถึงฝั่งฝันให้ได้ ผมได้มีโอกาสอ่านบทความของ forbes เกี่ยวกับคำแนะนำเล็กๆน้อยๆที่ทำให้ธุรกิจของ SME ทั้งหลายหรือแม้แต่คนที่ลาออกมาเป็น startup กันให้สามารถเติบโตกันได้ ซึ่ง มีทั้งหมด 5 ข้อที่เราควรจะรู้กันและนำไปปฏิบัติเพื่อให้ธุรกิจคุณเติบโตกัน

1. หาที่ปรึกษาดีๆ: สำคัญมากๆ ในทุกๆธุรกิจ การหาที่ปรึกษาดีๆ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่มืออาชีพในเรื่องนั้นๆมาช่วยให้คำปรึกษา ประสบการณ์และมุมมองเค้าจะสามารถมาช่วยเติมเต็มสิ่งที่เราขาดได้เป็นอย่างดี อย่าไปจำกัดว่า การทำงานส่วนตัวธุรกิจส่วนตัวจะต้องเป็นการทำคนเดียว เราต้องเก่งเองทั้งหมด ต้องเข้าใจว่าเราไม่มีทางเก่งเองทุกเรื่องได้ อาจจะรู้ได้ทุกเรื่องแต่เก่งทุกเรื่องนั้นทำได้ยากมาก สู้เอาเวลาที่จะไปรู้ทุกเรื่อง หาตัวช่วยมาช่วยเราคิดได้ดีกว่า

2. ออกกำลังกายบ้าง: การออกกำลังกายทำให้ร่างกายแข็งแรง ผ่อนคลายจากความเครียด และทำให้สมองเราโปร่ง นอกจากนี้ยังเป็นตัวกระตุ้นทัศนคติชั้นดี เนื่องจากการออกกำลังกายจำเป็นต้องมีวินัยมาก และต้องทำต่อเนื่องกันเป็นเดือนๆปีๆ หรืออาจจะตลอดไป เช่นเดียวกับการทำงานครับ

3. ตั้งตารางการทำงาน: อย่าคิดว่าการที่ทำธุรกิจของคุณเองแล้วคุณจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ก็อาจจะทำได้แบบนั้น แต่การทำให้ระบบงานและตารางเวลาชัดเจนว่าในหนึ่งวันคุณต้องทำอะไรบ้าง จะทำให้คุณสามารถเคลียร์งานได้เยอะอย่างที่คิดไม่ถึงเลยทีเดียวละ ถ้าโจทย์คือการเติบโตของธุรกิจ การตั้งตารางการทำงานและทำให้ได้ตามที่เราตั้งไว้จะช่วยให้ธุรกิจของเราเติบโตได้ไม่ยาก

4. วิเคราะห์จุดอ่อนของคุณเอง: ไม่มีใครไม่มีจุดอ่อน มีทุกคน อย่าพึ่งคิดว่าเป็นเรื่องไม่ดี การที่เรารู้จุดอ่อนได้ ทำให้ความเสี่ยงของธุรกิจลดน้อยลง และเราสามารถหาทางแก้ไขที่ดีขึ้นเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีขึ้นได้ เราอาจจะแก้ไขที่เราโดยตรง หรือหาตัวช่วย หรือหามืออาชีพมาช่วยติวมาช่วยเราทำในเรื่องที่เราไม่ถนัดได้

5. ตั้ง Deadline: การตั้ง deadline ไว้ทำให้การทำงานไม่ย้วย และมีกำหนดการที่ชัดเจนว่าจะต้องทำอะไรเสร็จเมื่อไร หากย้อนกลับไปเมื่อวัยเรียน การอ่านหนังสือเตรียมสอบจะไม่ใช่เรื่องยากเลยหากในแต่ละวันเรากำหนดเอาไว้ว่าต้องอ่านส่วนไหนมากน้อยแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่ที่ทำกันคือ ไปอ่านมัน 2-3 วันก่อนสอบ (ผมก็ทำ 55) ดังนั้นการตั้ง deadline ที่ดีจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

และนี่ก็คือ 5 วิธีง่ายๆที่คุณสามารถนำไปใช้เพื่อทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ครับ 

YES Club  (Young Entrepreneur Society)

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Internal Brand ปรับลุคองค์กรจากข้างใน



Internal Brand ปรับลุคองค์กรจากข้างใน


ทุกวันนี้องค์กรต่างๆ ต่างปรับตัวเพื่อให้เข้ากับผู้บริโภคในทุกๆด้าน การทำ branding ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างนึงที่หลายๆองค์กรกำลังจะปลุกปลั้นให้เป็นกัน และจะคุ้นเคยกับว่า ทำแบรนด์ๆๆๆ โดยมีที่ปรึกษาด้านการตลาด ด้านโฆษณามาช่วยกันคิดกันทำเต็มไปหมด ให้ทั้ง corporate brand และ product นั้นมีกลยุทธ์การทำแบรนด์ที่ดีกัน

แต่เราลืมอะไรกันไปรึเปล่าครับ การทำแบรนด์นั้นจริงๆ มันคือภาพรวมทั้งหมดขององค์กร ไม่ใช่แค่การใส่เสื้อสีเดียวกัน หรือแค่การเปลี่ยนแพ็คเกจ การเปลี่ยนโลโก้ หรือว่าทำชื่อแบรนด์เท่านั้น แต่มันคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรและดึงคุณค่าขององค์กร ใส่กลับลงไปใน corporate brand และสินค้า ด้วยเหตุผลนี้ การทำแบรนด์จะไม่ต้องพยายามทำอีกต่อไปเพราะเมื่อองค์กรนั้นๆเป็นแบรนด์นั้นเองแต่แรก ไม่ต้องสร้างไม่มีความจำเป็นต้องจับยัดความเป็นอะไรบางอย่างลงไป

ยกตัวอย่างเช่น องค์กรๆนึงเป็นบริษัทเก่าแก่ตั้งมานานหลายสิบปี มีนโยบายการดำเนินงานที่ค่อนข้างจะล้าหลังและโบราณ แต่สินค้าที่ขายนั้น อยากจะปรับภาพเป็นสินค้าที่ทันสมัย ด้วยชื่อแบรนด์ ด้วยโลโก้ แพ็คเกจจิ้งที่สวยงามดูน่าหลงไหลและทันสมัยมาก ซึ่งไม่แปลก สามารถทำได้ ไม่มีอะไรผิดและไม่มีใครห้ามนะครับ และส่วนมากก็ทำแบบนี้ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะบอกคือ หลังบ้านซึ่งมีคนตัวเป็นๆ กำลังทำสินค้าออกไปขาย สร้างภาพต่างๆนานาเพื่อให้สินค้าตัวนี้ดูทันสมัย แต่คนหลังบ้านกลับไม่ได้รู้สึกไปในทางเดียวกัน มันไม่ช่วยให้งานง่ายขึ้นเลยครับ

ลองคิดดูว่าอย่างตัวอย่างที่ยกไป หากองค์กรนี้เป็นองค์กรที่ทันสมัย พนักงานทำงานกันด้วยความสนุกและมีความคิดสร้างสรรค์ตลอด เรียกได้ว่าเป็นองค์กรของคนรุ่นใหมไฟแรงอย่างแท้จริง และเมื่อองค์กรแบบนี้ทำแบรนด์ออกมาเพื่อสื่อถึงความทันสมัย สินค้าและองค์กรรวมถึงพนักงานในองค์กรจะเป็นสิ่งเดียวกัน พนักงานทุกคนไม่ต้องพยายามสร้างภาพ ไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นในสิ่งที่เค้าไม่ได้เป็น ดังนั้น จะดีกว่ามั้ยถ้าวันนี้เราจะทำ Brand โดยการสร้าง DNA ของ Brand ผ่านวัฒนธรรมองค์กรก่อน สร้างจากความเชื่อขององค์กรแล้วค่อยส่งต่อ value ไปต่อยังผู้บริโภค เราเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวเรา เราเริ่มจากสิ่งที่เราเป็น ทำให้พนักงานรู้สึก องค์กรอย่างที่ผมยกตัวอย่างไป สามารถ renovate สามารถตบแต่งและเลือกคนที่มีความทันสมัยเข้ามาช่วยสร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมให้สอดคล้องกลับแบรนด์ได้จะช่วยส่งเสริมและทำให้พนักงานก็เชื่อในสิ่งที่เค้ากำลังทำ มากกว่าเป็นบริษัทคร่ำครึ ห้องทำงานเก่า อุปกรณ์ต่างๆดูล้าหลัง มันจะไม่สร้างความเชื่อให้กับพนักงาน และเมื่อพนักงานไม่เชื่อ เค้าก็จะส่งต่อไปยังสินค้าต่างๆ ทำให้หลายๆครั้ง แบรนด์ที่พยายามจะเป็นบางอย่าง จึงไม่ได้เป็นมาจากข้างในและในท้ายสุดก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้

ดังนั้นหากจะเริ่มทำแบรนด์ไม่ว่าจะทำภาพลักษณ์ขององค์กรหรือสินค้า อย่าลืมที่จะเริ่มด้วยการสร้างวัฒนธรรมและความเชื่อจากภายในกันก่อนนะครับ และสิ่งที่ได้ผลลัพธ์กลับมาจะเกินกว่าสิ่งที่คุณคาดเอาไว้แน่ๆครับ

YES Club (Young Entrepreneur Society)

#แบรดน์ #branding #strategy



วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

จงโฟกัสในสิ่งที่เราถนัด



จงโฟกัสในสิ่งที่เราถนัด

ในโลกนี้แต่ละคนแต่ละองค์กรจะมีความถนัดแต่ละอย่างที่ไม่เหมือนกัน คนในองค์กรก็ถนัดไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับแต่ละแผนกที่ต่างคนต่างความรับผิดชอบ เพราะความถนัดที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น บัญชี การเงิน การตลาด การผลิต ล้วนแต่มีควาสามารถในมุมที่ต่างกันออกไป

คุณเองและธุรกิจคุณเองก็เช่นกัน คุณจะรู้ตัวดีที่สุดว่าคุณถนัดอะไรและไม่ถนัดอะไร เราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่างถึงแม้เราจะต้องรู้ทุกอย่าง แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว การที่เรารู้ว่าเราไม่เก่งอะไรและเก่งอะไร ทำให้เราสามารถไปโฟกัสสิ่งที่เราถนัด และให้คนที่เก่งในเรื่องที่เราไม่ถนัดสามารถมาช่วยอุดรูรั่วนั้นได้

การโฟกัสไปยังสิ่งที่เราถนัดนั้น ทำให้เกิดข้อได้เปรียบในการแข่งขันเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่าง คุณเป็นโรงงานผลิต ผลิตสินค้าให้กับคนมีอายุ คุณเก่งผลิตและเข้าใจเรื่องการผลิตได้เป็นอย่างดี โดยปกติคุณจะผลิตและนำสินค้าไปขาย พูดง่ายๆก็คือผลิตเองแล้วขายเอง ทำแบบนี้มาตลอด วันนึงอยากจะขยายตลาดไปยัง segment อื่น โดยที่คุณก็ยังอิงกับตลาดผู้สูงอายุอยู่เช่นเดิมแต่คราวนี้คุณเลือกที่จะไปทำธุรกิจ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และถึงแม้จะเป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน อายุ เหมือนกัน มีลักษณะต่างๆเหมือนกันหมด แต่การทำธุรกิจต่างกันสิ้นเชิง เพราะครั้งนี้คุณกำลังก้าวไปอยู่ในธุรกิจบริการ ซึ่งจะมีโครงสร้างและจุดตายของธุรกิจที่แตกต่างจากการผลิตอย่างสิ้นเชิง ในแง่ของการผลิตแล้วคุณอาจจะเป็นอันดับต้นๆของประเทศได้ไม่ยากเพราะว่าเทคโนโลยีและความชำนาญนั้นคุณสะสมมามากมายหลายสิบปี แต่สำหรับธุรกิจบริการนั้นคุณคือเด็กอมมือคนนึงที่ไม่ได้เปรียบอะไรใครมากเท่าไร จะดีหน่อยก็แค่ว่า คนกลุ่มนี้จะพอรู้จักคุณบ้าง แต่ก็ในฐานะอื่น และเมื่อคุณก้าวเข้าสู่ธุรกิจบริการ การแข่งขัน เวทีการต่อสู้ กระบวนท่าต่างๆ ย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมกำลังจะบอกว่าคุณสามารถทำได้ แต่ข้อได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่คุณอีกแล้ว

ดังนั้นท้ายสุดและสุดท้าย การโฟกัสในจุดแข็งที่เรามีเป็นเรื่องที่น่าทำ พยายามหาจุดแข็งของตัวคุณเองที่คนอื่นทำได้แย่กว่า และพยายามต่อยอดจากจุดแข็งของคุณไปยังธุรกิจอื่นที่ยังใช้จุดแข็งของคุณได้

หากให้นกแข่งกับปลา ลิงแข่งกับนก ก็ยากจะบอกใครชนะ จนกว่าคุณจะบอกว่าแข่งอะไร และแข่งที่ไหน? หาสนามแข่งที่เป็นสนามของคุณในการทำธุรกิจให้เจอครับ นั่นจะเป็นสนามที่คุณจะชนะได้ทุกคู่แข่ง ขอให้โชคดีครับ

#ธุรกิจ #การแข่งขัน

YES Club (Young Entrepreneur Society)

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เลือกตลาดดีมีชัยไปกว่าครึ่ง


เลือกตลาดดีมีชัยไปกว่าครึ่ง


การทำตลาดบางทีจากเรื่องง่ายๆก็กลายเป็นเรื่องยาก บางครั้งเรื่องยากๆก็กลายเป็นเรื่องง่าย เพียงแค่เราเลือกตลาดที่เหมาะสมได้ เรื่องยากจะง่ายทันที โดยที่เรายังไม่ต้องไปทำอะไรกับสินค้า ไม่ต้องตั้งราคาใหม่ หรือว่าทำอะไรให้มันวุ่นวายเยอะแยะ

ผมเห็นตัวอย่างง่ายๆกับเหตุการณ์รถติดนรกแตกเมื่อวาน (วันจันทร์) ที่ฝนตกหนักมาก รถติดยาว ส่วนใหญ่เดินทางกัน 2-3 ชม สินค้าอย่างหนึ่งกลับขายดีขึ้นมาคืออะไรรู้มั้ยครับ....... น้ำดื่มขวด......... คงงงละสิครับว่าน้ำดื่มขวดทำไมขายดี คนหิวน้ำตอนรถติดหรอ เปล่าเลยครับ กลับกันต่างหาก คือซื้อน้ำปุ้ปเทน้ำทิ้งทันที แค่อยากได้ขวดเปล่าๆ สำหรับคนที่ทนไม่ไหวอยากเข้าห้องน้ำตอนรถติดจัดๆ น้ำดื่มแสนธรรมดาสามารถขายได้ดิบได้ดี

อีกตัวอย่างหนึ่งหน้าออฟฟิต ร้านขายข้าวแกงธรรมดา รสชาติธรรมดา ราคากับข้าวถุงละ 20 บาท แต่ขายรวมเป็น set มีข้าว 1 ถุงพร้อมน้ำดื่ม 1 แก้ว ขาย 35 -40 บาท แต่ขายดีมากทำมาแค่ไหนก็ขายหมด เพราะตอนเช้าจะมีพระมาบิณฑบาตรในละแวกใกล้ๆนี้ มนุษยเงินเดือนที่มีเวลาน้อย ก็จะมาซื้อข้าว set นี้พร้อมกับข้าวตักบาตรกันทุกเช้า

อีกตัวอย่างละกัน เวลารถติดๆ จะเห็นมั้ยครับว่าวันธรรมดากับวันเสาร์อาทิตยของที่เอามาขายจะต่างกัน ที่ผมสังเกตุเห็นในแยกไฟแดงแถวๆบ้านนั้นวันธรรมดาช่วงเช้าจะเน้นขายพวงมาลัย และช่วงเสาร์อาทิตย์จะเน้นขาย ปืนฟองสบู่ ไม้ขนไก่ ไม้กวาดขนาดยาว นึกออกมั้ยครับทำไมต้องแตกต่างกัน เพราะกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันยังไงครับ วันธรรมดาที่คนทั่วไปขับรถไปทำงานกัน การซื้อพวงมาลัยเป็นเรื่องที่ดีมากในชั่วโมงเร่งด่วน และกับของใช้ในครอบครัวไม่ว่าปืนสบู่หรือไม้กวาดต่างๆ นั้นแน่นอนจับกลุ่มตลาดครอบครัว ที่มีเวลามาเที่ยวกันพักผ่อนกันในวันอาทิตย์

นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆที่เราอาจจะลืมหรือมองข้ามไป บางทีเราเอาสินค้าที่เรามีอยู่ ไปขายแค่เปลี่ยนมุมมองเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย สินค้าแสนธรรมดาของเราอาจจะขายได้ดีเทน้ำเทท่าก็ได้ครับ ใครมีตัวอย่างอะไรน่าสนใจมาแชร์กันได้เลยครับ


YES Club (Young Entrepreneur Society)

#กลุ่มเป้าหมาย #กลยุทธ์ #การตลาด

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กลยุทธ์การตลาดอะไรสำคัญที่สุด?



กลยุทธ์การตลาดอะไรสำคัญที่สุด?




หากเราอิงตาม 4 P หรือ Product Price Place Promotion เหล่านี้เป็นส่วนผสมการตลาดที่เป็นพื้นฐานของการทำการตลาดและการทำธุรกิจ ถึงแม้จะมีโมเดลอะไรใหม่ๆเต็มไปหมด แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็ยังต้องยึดตามพื้นฐานจาก4 ตัวนี้อยู่ดีคุณคิดว่า P อะไรสำคัญที่สุดครับ บทความนี้ไม่ใช่คำตอบนะครับเป็นแค่มุมมองส่วนตัวของผมเท่านั้น



สำหรับผม ผมต้องบอกก่อนว่าเพื่อให้การแข่งขันนั้นเป็นการแข่งขันที่เราสามารถแข่งขันได้มากกว่าเดิมหรือเป็นการสร้าง competency ที่ดีและคนอื่นยากที่จะเหมือนเราและจุดนั้นจะเป็นจุดที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ดีได้ งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าแต่ละ P เป็นอย่างไร



Product หรือสินค้า สำหรับสินค้าที่เป็น commodityหรือสินค้าโภคภัณฑ์นั้น ในฐานะเจ้าของสินค้าหรือธุรกิจนั้น คุณไม่มีข้อได้เปรียบใดๆเลย สินค้าเกษตร ทอง น้ำมัน หรือแม้แต่สินค้าอีเล็คโทรนิคที่เป็นโรงงานโดยไม่มีการกำเทคโนโลยีสำคัญๆไว้กับตัว สินค้าเหล่านี้แทบจะเหมือนกันได้ทุกบริษัทหรือทุกแบรนด์ ดีขึ้นมาหน่อยคุณจะมีสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง มีดีไซน์ของตัวเอง มีเทคโนโลยีการผลิตที่ซับซ้อนขึ้น มีการผลิตด้วยวัตถุดิบที่หายาก ในกรณีนี้การลอกเลียนแบบอาจจะยากขึ้นแต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ซะทีเดียว คุณจะเห็นบ่อยๆว่าสินค้าเหล่านี้สามารถถูก็อปปี้ได้เร็วมาก ยกตัวอย่างเช่น เสื้อผ้าที่พึ่งเดินบน catwalkเวทีดังๆ หรือแม้แต่จากการประกาศออสการ์เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นแบบเสื้อผ้าเหล่านี้จะถูกลอกเลียนแบบไปตัดเรียบร้อยในห้องเสื้อหลายๆที่แล้ว หรือแม้แต่มือถือยี่ห้อดังๆแค่เพียงตัว mock up หลุดออกมาหลังจากนั้นไม่นานยี่ห้ออื่นๆก็สามารถทำเลียนแบบได้ มีเพียงสินค้าในโลกนี้ไม่กี่อย่างที่คนไม่สามารถก็อปปี้หรือหาสินค้าทดแทนได้ และดีขึ้นมาอีกหน่อยอาจจะเป็นสินค้าที่มีแบรนด์ที่แข็งแกร่งมากแต่ตัวอย่างหลายอย่างก็บอกแล้วว่าไม่เสมอไป ไม่ว่าจะเป็น pepsi หรือ pizza hut ที่เป็นแบรนด์ระดับโลกนั้นก็เคยเจอเหตุการณ์ที่แบรนด์ไม่ช่วยอะไรมาแล้ว



Price หรือราคา ของสินค้าและบริการ ถึงแม้ว่าโครงสร้างต้นทุนและการผลิตจะต่างกัน แต่การตั้งราคาสามารถตั้งเหมือนกันได้ง่ายมาก หรือแม้แต่ตัดราคาให้ราคาถูกกว่ากันได้ อย่างเดียวสำหรับราคาถ้าคุณจะกำความได้เปรียบคือ คุณสามารถมีวิธีที่จะผลิตหรือบริหารให้ต้นทุนต่ำมากๆ ต่ำจนขนาดว่าคู่แข่งคุณตั้งราคาตามคุณเมื่อไร จะขาดทุนทันทีหากคุณทำแบบนี้ได้คุณจะกำความได้เปรียบในการแข่งขันนี้มาทันที แต่ถ้าไม่มี ราคาจะเป็นสิ่งที่เลียนแบบกันง่ายมาก และเดี๋ยวนี้มีผู้ประกอบการมากมายไม่คิดมากเรื่องนี้ เอาราคาคู่แข่งเป็นหลัก ให้ใกล้เคียงกันหรือถูกกว่านิดหน่อย แล้วไปบริหารหลังบ้านกันเอง



Promotion หรือการโฆษณา/การทำโปรโมชั่น ตัวโฆษณาอาจจะทำใกล้เคียงได้และหากตลาดทำโฆษณาใกล้เคียงแบบเดียวกันเยอะๆมันจะกลายเป็นโฆษณาที่ไม่สามารถแยกความแตกต่างได้ เช่น แชมพู หรือว่าสินค้าใช้ภายในบ้านต่างๆ ต้องบอกว่าใกล้เคียงกัน คนที่งบเยอะๆกว่าอาจจะสร้างความแตกต่างและจดจำได้มากขึ้นสำหรับแบรนด์ แต่สำหรับโปรโมชั่นแล้วการเลียนแบบและสร้างความแตกต่างกันทำได้ยากมาก ชาเขียวสองยี่ห้อเคยแจกทองเหมือนกัน แจกไอโฟนเหมือนกัน ไปเที่ยวญี่ปุ่นเหมือนกัน แจกรถ (ต่าง segment) แต่ก็แจกรถแบบเดียวกันอยู่ดี สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างความได้เปรียบเท่าไรเลย



Place หรือช่องการจำหน่าย ผมให้คะแนนตรงนี้มากๆคุณจะเลียนแบบช่องทางจำหน่ายใครไม่ได้ อันนี้มันเป็นความสามารถส่วนตัวจริงๆ สมมติว่า7-11 มีพื้นที่ให้ สองยี่ห้อสำหรับ น้ำปลา คุณเป็นหนึ่งในสอง และยอดขายคุณทำได้ดีมากๆใน7-11 ต่อให้คนอื่นอยากเข้าก็ทำยาก คุณไม่สามารถอยู่ๆเอาของคู่แข่งคุณออกจาก shelf ได้คุณไม่สามารถควบคุมได้ คุณเป็นผู้ถูกเลือกเท่านั้นในเกมนี้ นอกจากนี้หากคุณมีร้านเอง และทำเลร้านคุณดีมากๆ คู่แข่งคุณอาจจะมาเปิดแข่งใกล้ๆคุณ แต่ในหลายกรณีก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะว่าบางทีที่ที่คุณเปิดร้านนั้นเป็นที่ของคุณเอง คุณไม่ต้องเช่าใครและเมื่อไม่ต้องเช่าก็ไม่มีค่าใช้จ่ายและเมื่อไม่มีค่าใช้จ่ายการตั้งราคาก็ทำได้ง่ายกว่าคนที่มีค่าเช่า หรือแม้แต่ช่องทางขายอื่นๆเช่นออนไลน์ การทำเพจบน fb หรือการทำอะไรก็แล้วแต่ คู่แข่งคุณอาจะเปิดเพจแข่งกับคุณได้แต่เค้าไม่สามารถ copy กลยุทธ์ทั้งหมดไปได้หรือแม้แต่จะรู้กลยุทธ์ว่าคุณทำอะไรบ้างอาจจะยังยากด้วยซ้ำ ดังนั้นผมถึงให้คะแนนตรงนี้มากที่สุดและหากคุณมีกลยุทธ์ที่ดีในการยึดพื้นที่ช่องทางจำหน่าย ผมมั่นใจว่าคุณจะสามรถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันผ่านช่องทางจำหน่ายได้ดีที่สุด (นั่นเป็นเหตุว่าทำไมmodern trade จึงเติบโตแบบก้าวกระโดดในไทยและมีพลังมหาศาลในการทำธุรกิจ)



สุดท้ายนี้อย่างที่บอกไปนี่คือไอเดียของผมเท่านั้นจากประสบการณ์ที่เจอ จากงานที่ทำ จากธุรกิจที่ผมทำ ผมเชื่อว่าหากเรายึดช่องทางที่ดีได้ เราจะได้ความได้เปรียบในการแข่งขันมาอยู่ในมือเราจริงๆ ขอให้โชคดีในการแข่งขันครับ ใครคิดต่างยังไงเชิญคอมเม้นท์ได้นะครับ



YES Club (Young Entrepreneur Society)



#กลยุทธ์การตลาด #ความได้เปรียบการแข่งัน

เรามีข้อมูลที่มากพอหรือยัง?



เรามีข้อมูลที่มากพอหรือยัง?




วันนี้ผมเองได้คุยกับเพื่อนคนนึง กำลังจะเริ่มทำธุรกิจร้านเสื้อผ้าและรีสอร์ท ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการเถียงกันไปมาระหว่างการเลือกทิศทางและรูปแบบ ซึ่งบอกยากว่าใครผิดใครถูกอาจจะผิดทั้งหมด หรืออาจจะถูกทั้งหมดก็ได้ ผมเชื่อว่าตัดสินยากมาก แต่สิ่งที่จะช่วยในการตัดสินใจให้คมขึ้นคือข้อมูลครับ



เริ่มแรกเราอาจจะตั้งสมมติฐานขึ้นมาก่อน หากอันนี้ตกลงกันได้สเต็ปต่อไปไม่ยากครับ สมมติฐานแรกเลยคือกลุ่มเป้าหมาย เช่นว่าเป็นพนักงานออฟฟิต อยู่ตามหัวเมืองใหญ่ อายุ 30-40ปี รายได้ต่อเดือน 30,000 – 60,000 บาท ยังไม่มีครอบครัวทั้งผู้ชายและผู้หญิง สมมติว่ากลุ่มเป้าหมายแบบนี้ เราก็ทำการคิดต่อไปว่า สินค้าและอะไรทั้งหมดควรจะเป็นแบบไหนเพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายนี้ เราสามารถจะหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตก็ได้ หรือเราจะนั่งเทียนก็ไม่ผิดอะไร แต่ถ้าเป็นผม ผมจะไปคุยกับกลุ่มเป้าหมายก่อนเลย ลองหาคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเรา ลองไปนั่งคุย เพื่อนๆ เพื่อนของเพื่อน คนรู้จัก ไปนั่งคุยดูหลายๆคนไม่ต้องจริงจังมากครับ คิดอะไรก็ถามไปเลย ถามไปเรื่อย หากออกแบบมามีตัวอย่างก็ให้เค้าเลือกเลยครับ คุยไปเรื่อยๆ ไม่ต้องจดบันทึกอะไรมากมายแต่พยายามจับไอเดียหลักๆให้ได้ว่า กลุ่มนี้ บุคคลนี้ต้องการอะไร และสอดคล้องกับสิ่งที่เราคิดไว้ในตอนแรกมากน้อยแค่ไหน คุยไปเรื่อยๆ 10-20 คนเราจะเริ่มได้ไอเดียละ ไม่ต้องเอามาคิดเป็นสถิติอะไรให้มากมาย เพราะอย่างที่รู้กันว่าด้วยจำนวนคนประมาณนี้คิดเป็นสถิติยาก แต่สิ่งที่คุณจะได้คือไอเดียจากกลุ่มเป้าหมายจริงๆในเชิงลึก ยิ่งถ้าคุยกันหลายๆคนและคอนเฟิร์มสิ่งที่คุณคิด คุณจะเริ่มมั่นใจได้แล้วว่าน่าจะเป็นไปได้ นี่คือสิ่งที่คุณจะได้มาแบบราคาถูกมากไม่ต้องไปจ้างบริษัททำวิจัยใดๆ คุณมีปัญหาอะไรคุณอยากรู้อะไรก็ถามไปเลย และเมื่อย้อนกลับไป ณ ความขัดแย้งทางความคิดตอนแรก คุณอาจจะได้คำตอบที่ดีมากขึ้น การเถียงกันเป็นเรื่องดี แต่การเถียงกันด้วยความรู้สึกเป็นสิ่งที่ไม่ดี การมีข้อมูลในมือและเถียงกันด้วยข้อมูลหรือเถียงกันด้วย factย่อมดีกว่าการเถียงกันเพราะความรู้สึกส่วนตัว “ผมคิดว่า/ผมเชื่อว่า/ผมมั่นใจว่า........ “ ทั้งหมดทั้งปวงที่มันเป็นสิ่งที่คุณคิดไปเองโดยไม่มีเหตุผลอะไรรองรับเท่าไร



นอกจากนี้เมื่อเราได้ข้อมูลเหล่านี้มาแล้ว เราจะลองเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆจากในอินเตอร์เน็ตหรือข้อมูลต่างๆที่มีอยู่แล้วอีกทีก็ได้ครับจะได้ดูว่ามันสอดคล้องกันอย่างไร หากคุณต้องไปติดต่อบริษัทวิจัยนอกจากจะเสียเวลาเยอะแล้ว ผมเชื่อว่าหลายๆคนยังไม่เข้าใจกลไกการทำวิจัยที่ดีพอและคุณอาจจะไม่ได้ข้อมูลที่ตรงใจเท่าไรแถมยังเสียเงินเยอะอีกด้วย



สุดท้ายนี้ฝากไว้ว่าในการตัดสินใจทุกๆอย่าง ขอให้ในมือมีข้อมูลบางอย่างที่มากพอในการตัดสินใจ อย่าตัดสินใจลอยๆเพียงเพราะคุณคิดว่าหรือมีคนบอกมา ให้ใช้เหตุผลและสิ่งที่สนับสนุนความคิดคุณมาตัดสินใจด้วยครับ





YES Club (Young Entrepreneur Society)
#ข้อมูล #การตัดสินใจ #การทำธุรกิจ

การแก้ปัญหาและคิดแบบสร้างสรรค์



การแก้ปัญหาและคิดแบบสร้างสรรค์




ในระหว่างผมทำงานประจำได้เคยไป workshopนึงซึ่งผมเองก็ชอบมากๆอันนึง เป็นworkshop ที่ว่าด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เรามักจะเจอปัญหาคิดอยู่ในกรอบ แก้ปัญหาเดิมกับการทำงานแบบเดิมๆ ด้วยการตั้งการ์ดการตั้งข้อจำกัดที่มากมายสำหรับเราๆกันและเราก็จะเจอกับปัญหาเดิมๆ และก็จะวนเวียนกันอยู่แบบนั้นไปเรื่อยๆ ใครทนได้ก็จะทนไปเรื่อยๆ ส่วนคนทนไม่ได้ก็จะยอมแพ้ถอยกันไป



แล้วมันใช่วิธีที่ถูกแล้วหรือยัง ไอน์สไตน์เคยบอกว่ามันคงจะบ้ามากหากเรายังดันทุรังทำแบบเดิมๆเพื่อที่จะให้ได้ผลลัพท์ใหม่ๆ และมันก็ใช่เพราะการกระทำแบบเดิมๆซ้ำๆไปเรื่อยๆคุณก็จะได้แค่ผลลัพท์เดิมๆ แล้วทำไมไม่ลองทำอะไรใหม่ๆดูครับ คำถามคือแล้วจะทำได้ยังไง?



ลองคิดมุมกลับดูครับ เอาข้อจำกัดทั้งหลายวางเอาไว้ แล้วสมมติว่า วันนี้คุณสามารถรื้อทั้งระบบได้แบบไร้ข้อจำกัดคุณจะ design แผนการหรือระบบทั้งหมดอย่างไร แค่นั้นเองเลยครับ โรงงานของคุณจะวาง layout แบบเดิมมั้ย คุณจะจ้างคนเยอะเท่านี้มั้ย สินค้าที่คุณขายจะยังขายสินค้าตัวเดิมมั้ย กลุ่มเป้าหมายยังเป็นแบบเดิมรึเปล่า ทีมงานคุณจะเป็นทีมงานนี้มั้ย ทุกๆอย่างรื้อใหม่หมดเลย แล้วคุณจะเชื่อว่าคุณเจอทางแก้ปัญหาที่ดีมากๆ ในหลายๆเคสผมได้ใช้โมเดลนี้กับธุรกิจคนใกล้ตัว กลับเจอเรื่องที่เหลือเชื่อคือ เมื่อเอาข้อจำกัดต่างๆเช่นว่า เราไม่มีทุนหรอก เรามีโรงงานอยู่ เรานี่เรานั่นเหตุผลร้อยแปดออกไปให้หมด แล้วคุณจะรู้สึกตัวเบาอย่างเหลือเชื่อและจะมีมุมมองแปลกๆกับธุรกิจคุณได้อย่างเหลือเชื่อ บางทีเรามัวทีจะดันทุรังแก้ปัญหาเดิมๆ กับวิธีเดิมๆเราก็จะได้ผลลัพธ์เดิมๆ วันนี้ลองมองมุมใหม่ๆบ้างครับ อย่าเอาข้อจำกัดทั้งหลายมาบอกว่าเราควรเดินแบบไหน สุดท้ายแล้วเราอาจจะเจอทางเดินที่ดีกว่าเดิม และมันควรจะดีกว่าเดิมครับ ลองเอาไปใช้กันดูครับ ลองเอาจินตนาการให้สุดๆไปเลยขอให้สนุกกับจินตนาการนะครับ



YES Club (Young Entrepreneur Society)



#การแก้ปัญหา #ความคิดสร้างสรรค์ #การทำธุรกิจ