วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557
AEC กับ SME ไทย ตอนที่ 1 ภาพรวมและผลกระทบ
ผมขอเขียนเรื่องเกี่ยวกับ AEC และผลกระทบต่อ SME ของไทยบ้างนะครับ เข้าใจว่าผู้อ่านคงเคยฟังข้อมูลกันมามากแล้ว แต่ผมจะขอเขียนในมุมของ SME ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ต้องเป็นทางการมาก
AEC คืออะไร
AEC คือการรวมกลุ่มกันทางด้านเศรษฐกิจเฉพาะประเทศกลุ่มอาเซียน คล้ายๆ กับการจัดตั้งประชาคมยุโรปหรือยูโร ความร่วมมือนี้มีหลายด้าน แต่หลักๆ คือการค้าขายที่ภาษีนำเข้าส่งออกระหว่างกันจะเป็นศูนย์เกือบทุกรายการ ส่วนด้านวิชาชีพก็มีการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรี เลิกบังคับให้คนเก่งๆ มีเวทีเฉพาะในประเทศ
แล้ว AEC เกี่ยวข้องกับไทยอย่างไร
ประเทศกลุ่มอาเซียนแบ่งเป็นสองกลุ่มหลักๆ คือ 6 ประเทศอาเซ๊ยนเดิม ได้แก่ อินโดนีเซ๊ย มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์และไทย และกลุ่มประเทศอาเซียนน้องใหม่ (CLMV) ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์และเวียตนาม การเปิดประชาคมอาเซ๊ยนในปี 2015 นี้ จะเน้นหลักๆ ไปที่ กลุ่มหลังมากกว่า เนื่องจาก 6 ประเทศแรกนั้น มีการเปิดเสรีด้านการค้ากันมานานแล้ว (เช่นตอนนี้เราส่งสินค้าไปมาเลเซียไม่เสียภาษีนำเข้า) ส่วนกลุ่มหลังๆ นี้แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ ที่เศรษฐกิจเพิ่งเริ่มและขนาดยังไม่ใหญ่มาก แต่กลับได้รับความสนใจมาก โดยเฉพาะจีน จากเหตุผลด้านชายแดนที่มีพื้นที่ติดกันอีกด้วย
ทำไม AEC จึงน่าสนใจและเป็นที่จับตาในกระแสโลก
เหตุผลแรกคือจำนวนประชากรที่มีประมาณ 600 ล้านคน จากประชากรทั้งโลก 6 พันล้านคน คือเป็นหนึ่งในสิบของประชากรทั่วโลก บวกกับเกือบทั้ง 10 ประเทศนี้ เหตุผลถัดมาคือเป็นประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตเป็นขุมทองแห่งใหม่ของนักลงทุนทั่วโลก และเหตุผลสุดท้ายเป็นเรื่องทรัพยากรที่ยังมีเหลืออีกมากไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ เกษตร หรือน้ำมัน
ใครบ้างที่จะมีบทบาทในอาเซียน
แทบทุกประเทศที่มีความสนใจในตลาดนี้ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจในเอเชียอย่าง จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรืออีกฝั่งทางอินเดีย แม้กระทั่ง บ้านใกล้แต่คนละทวีปอย่างออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ส่วนกลุ่มที่สองก็คือไกลออกไปจากเราได้แก่ ประเทศในกลุ่มยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่พยายามจะมีบทบาทกับภูมิภาคนี้ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง
ข้อดีข้อเสียของไทยต่อการรวมกลุ่มกัน
ข้อดีคือในเมื่อสินค้าสามารถเคลื่อนย้ายไปอีก 10 ประเทศได้อย่างเสรี ลูกค้าเราจาก 60 ล้านคนก็ขยายอีกสิบเท่าเป็น 600 ล้านคนโดยทันที เหมือนเรายกระดับขยายประเทศเราโดยไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ข้อเสียก็คือในเมื่อตลาดใหญ่ขึ้น คู่แข่งก็มากขึ้นตามลำดับนั่นเอง
ในตอนหน้าผมจะมาเล่าว่าแต่ละประเทศมีดีอะไรและเตรียมตัวกันอย่างไรนะครับ
#KAL #YESCLUB
#ส่งออก #เทรดดิ้ง #การค้าระหว่างประเทศ #ออนไลน์ #หอการค้า #นำเข้าส่งออก #AEC
AEC กับ SME ไทย ตอนที่ 2 แต่ละประเทศเตรียมตัวกันอย่างไร (กลุ่มอาเซียนเดิม)
วันนี้ขอเจาะในรายประเทศของแต่ละอาเซียนว่าแต่ละประเทศเตรียมตัวกันอย่างไรและมีจุดแข็งอะไรบ้างนะครับ
สิงคโปร์
เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซ๊ยน แม้ขนาดประเทศจะเล็กมาก เป็นประเทศเทรดดิ้งโดยธรรมชาติ มีศักยภาพในการค้าระหว่างประเทศเนื่องจากเป็นศูนย์กลางการเดินเรือ ลอจิสติกส์ และการบริการทางการเงินที่ครบวงจร ผมได้เคยคุยกับชาวสิงคโปร์ได้พบว่าประเทศเค้ามีความพร้อมในเรื่อง AEC และเตรียมตัวมานานมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการ จัดหารสินค้า (Sourcing) บริการทางการเงิน (Financial Service) และการบริหารโลจิสติกส์ (Logistics) และจะขอเป็นศูนย์กลางจากการค้าเชื่อมต่อกับคนนอกอาเซียนอีกด้วย
มาเลเซีย
ก็เป็นอีกเสือที่ขยับตัวได้น่ากลัวมาก มาเลเซียนั้นเคยเป็นคู่แข่งที่สำคัญทางเศรษฐกิจกับไทย แต่ตอนนี้เริ่มห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากแผนการพัฒนาของมาเลเซียนั้นชัดเจนเป็นขั้นตอนและทำอย่างต่อเนื่อง มากกว่าไทย มาเลเซียมีกลยุทธ์ที่ต้องการจะเน้นเฉพาะด้าน ก่อนหน้านี้มาเลเซียเคยปลูกยางพาราแข่งกับไทย แต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน โค่นต้นยางพาราทิ้งและปลูกปาล์มน้ำมันแทน จนตอนนี้กลายเป็นผู้นำด้านปาล์มน้ำมันของโลก นอกจากนี้มาเลเซียยังอาศัยความเป็นประเทศมุสลิมประกาศตัวว่าจะเป็นเบอร์ หนึ่งด้านอาหารฮาลาลโดยเฉพาะ vision คือถ้าทั่วโลกต้องการอาหารฮาลาลต้องมาหาที่มาเลเซียเท่านั้น
อินโดนีเซีย
เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซ๊ยน และเป็นหนึ่งในประเทศที่คนทั่วโลกจับตามากที่สุด เนื่องจากมีทั้งพื้นที่กว้างขวาง จำนวนประชากรและทรัพยากรมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ผลไม้ และที่สำคัญคือน้ำมัน อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในกลุ่มสมาชิกค้าน้ำมัน หรือ OPEC นั่นเอง เศรษฐกิจหลักของอินโดนีเซียพึ่งพาการส่งออกสินค้าเหล่านี้ แต่เมื่อมองเข้าไปลึกๆ แล้วอินโดนีเซ๊ยยังขาดศักยภาพหลายๆ ด้านที่จำเป็นแม้ตัวเองจะมีทรัพยากรอยู่ในมือล้นเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการผลิตอาหารที่ไม่ถูกใจและไม่เพียงพอต่อความต้องการใน ประเทศ อินโดนีเซียนั้นเน้นไปที่การส่งออกสินค้าที่เป็นกลุ่มเกษตรและเกษตรแปรรูป
ฟิลิปปินส์
ถือว่าอยู่ไกลจากกลุ่มเพื่อนที่สุด ภูมิประเทศเป็นเกาะ และเป็นประเทศเดียวที่นับถือศาสนาคริสต์มากที่สุด ประเทศฟิลิปปินส์ค่อนข้างจะมีวัฒนธรรมออกไปทางตะวันตก ประชากรในประเทศพูดภาษาอังกฤษและสเปนได้ค่อนข้างดี ประเทศนี้เป็นแหล่งส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศและส่งเงินกลับมาให้ครอบครัว ส่วนโครงสร้างธุรกิจของฟิลิปปินส์นั้นเน้นเรื่องการบริการโดยมีภาษาอังกฤษ เป็นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นการบริการคอลเซ็นเตอร์ระดับโลก ที่รับงานมาจากบริษัทระดับโลกที่อยู่ในอเมริกา (เหมือนอินเดีย) นอกจากนี้ยังมีการบริการด้านการแพทย์และพยาบาลอีก คาดว่าเมื่อเปิด AEC แล้วแรงงานด้านนี้จะเข้ามาทำงานในหลายประเทศอีกด้วย
บรูไน
เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดในอาเซ๊ยน ประชากรน้อยที่สุด แต่รายได้ต่อหัวมากที่สุด เนื่องจากมีแหล่งน้ำมันที่มีอยู่มาก ประชากรแทบไม่ต้องทำงานเพราะมีรัฐช่วยสนับสนุนอยู่แล้ว ถือว่าเป็นประเทศที่น่าสนใจมากๆ แต่เนื่องด้วยจำนวนประชากรมีน้อย ประเทศบรูไนจึงไม่ค่อยได้รับความสนใจจากหลายประเทศมากเท่าที่ควร แต่ในมุมกลับกัน ผมคิดว่าประเทศนี้หากทำตลาดดี เราก็จะได้ตลาดไปครอบครองได้เนื่องจากคู่แข่งมีไม่มาก
ในตอนหน้าจะมาเล่าต่อเกี่ยวกับกลุ่มประเทศที่เหลือรวมถึงประเทศไทยครับ
#KAL #YESCLUB
#ส่งออก #เทรดดิ้ง #การค้าระหว่างประเทศ #ออนไลน์ #หอการค้า #นำเข้าส่งออก #AEC
วิเคราะห์ธุรกิจด้วยสามเหลี่ยมมหัศจรรย์!!
วิเคราะห์ธุรกิจด้วยสามเหลี่ยมมหัศจรรย์!!
สำหรับคนที่มีธุรกิจส่วนตัว ระหว่างทางเราอาจจะเจอปัญหา 108 ซึ่งเราก็รู้วิธีแก้บ้าง ไม่รู้บ้าง งมเข็มกันหาไปเรื่อยบ้างก็มี แล้วยิ่งสำหรับธุรกิจ SME เล็กๆที่ไม่มีตัวช่วยเยอะ บางทีเราอยู่ในปัญหาและมองไม่ออกว่าจะเริ่มจากไหนดี ผมเลยอยากเอาโมเดลง่ายๆมาทำความเข้าใจปัญหาของธุรกิจของเรา
หากแบ่งปัญหาของธุรกิจออกเป็นขั้นบันไดจะพบว่า ปัญหาแต่ละช่วงมีทางแก้และต้นเหตุของปัญหาต่างกัน คนทำธุรกิจอาจจะขายได้ไม่ดี ไม่ใช่เพราะว่าสินค้าคุณไม่ดี จริงๆสินค้าคุณอาจจะดีแต่ไม่มีใครเคยมาลองใช้ดูต่างหาก
ผมจะลองแบ่งปัญหาของธุรกิจออกเป็น 5 ชั้นดังนี้ครับ
1. ชั้นแรกคือสินค้าและธุรกิจของคุณเป็นที่รู้จักดีแล้วหรือไม่ ประเด็นนี้สำคัญมากๆ หลายคนไม่รู้ต้นเหตุของปัญหา ด้วยยอดขายที่น้อยก็ไปปรับสินค้าที่หลายๆทีสินค้าหรือบริษัทก็ดีอยู่แล้วไปปรับแล้วปรับอีก ยอดขายก็ยังไม่กระเตื้องซักที หากคุณเจอปัญหานี้ให้ลองหาวิธีโปรโมตสินค้าให้คนรู้จักก่อน หากคุณทำธุรกิจที่ใช้สื่อออนไลน์ มันมีวิธีจะวัดได้ง่ายๆรวมถึงวิธีที่จะใช้โปรโมต เพราะหากคุณทำตลาดผ่าน facebook หรือ google คุณสามารถวิเคราะห์ถึงความรู้จักสินค้าหรือร้านค้าคุณได้อย่างง่ายๆ แต่ถ้าไม่ใช่หากคุณแค่เปิดร้าน ให้ลองสังเกตคนที่เดินผ่านไปผ่านมาว่ามีเยอะมากน้อยแค่ไหน ลองคุยกับกลุ่มเป้าหมายของคุณว่า ทุกๆคนนั้นรู้จักยี่ห้อหรือร้านของคุณดีแค่ไหน หากคำตอบคือว่าไม่ค่อยรู้จัก คุณควรจะทำสินค้าและร้านค้าของคุณให้เป็นที่รู้จักได้แล้ว
2. ชั้นที่สองคือความสนใจของสินค้า อันนี้เกี่ยวกับการ display และ packaging รวมถึงชื่อ brand และประโยชน์ต่างๆของ brand ของคุณด้วย เพราะคนรู้จักคุณแล้วแต่พวกเค้าไม่สนใจในสินค้าของคุณ สิ่งที่คุณควรจะทำคือ เรียนรู้ปัญหาว่าทำไมเค้ารู้จักแต่ไม่สนใจสินค้าของคุณ คุณอาจจะตั้งกลุ่มเป้าหมายผิด สินค้ากับกลุ่มเป้าหมายอาจไม่ตอบโจทย์กัน หรือว่ากลุ่มเป้าหมายอาจจะถูกแล้วแต่คุณนำเสนอรายละเอียดต่างๆไม่เหมาะกับกลุ่ม ดังนั้น คุณต้องหาวิธีนำเสนอให้คนที่รู้จักสินค้าหรือร้านค้าของคุณสนใจให้ได้
3. ชั้นที่สามคือการซื้อสินค้า คนทั่วไปรู้จักสินค้าคุณ เดินผ่านร้านค้าคุณ และสนใจที่จะหยิบมันขึ้นมาดูเปรียบเทียบกับสินค้าอื่นๆร้านค้าอื่นๆ แต่เค้าไม่ซื้อของคุณ นั่นแปลว่า สินค้าของคุณอาจจะด้อยกว่าของคนอื่น อาจจะแพงกว่า อาจจะน่าสนใจน้อยกว่า หรือสินค้าของเราอาจจะไม่มีความแตกต่างมากพอ สิ่งที่คุณต้องทำนั้นคือ แก้ที่ตัวสินค้า หรือราคา บางที value ของสินค้าของคุณอาจจะไม่มีมากพอ ดังนั้นต้องเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าของคุณ (อาจจะไม่ต้องลดราคา แต่ให้สิ่งที่มากกว่าเข้าไปแทน)
4. ชั้นที่สี่คือการซื้อซ้ำ ลูกค้าเจอสินค้าเราเจอร้านเรา เปรียบเทียบกับร้านอื่นไปแล้ว และทำการซื้อไป เหมือนจะดีแล้วอีกอย่างหนึ่งที่ต้องทำคือกลับมาซื้อซ้ำ เพราะหากไม่กลับมาซื้อซ้ำแล้วคุณจะต้องเสียค่าการตลาดที่แพงมากๆในการหาลูกค้าใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา และปัญหาโดยตรงคือสินค้าที่ซื้อไป ไม่ตอบโจทย์ ไม่เหมือน package ที่เห็น ไม่เหมือนโฆษณาที่ดู ไม่เหมือน สิ่งที่คาดหวังไว้ตอนแรก คุณจำเป็นต้องเรียนรู้และปรับปรุงอย่างรวดเร็ว ไม่งั้นลูกค้าที่ได้ลองซื้อสินค้าคุณไปและไม่กลับมาซื้อซ้ำ ระยะยาวจะมีปัญหาแน่ๆ
5. ชั้นสุดท้ายคือการแนะนำให้คนอื่นมาซื้อสินค้าคุณ ข้อนี้คือที่สุดสำหรับกลยุทธ์ ทำยังไงให้คนที่มาซื้อของๆเรา กลับมาซื้อซ้ำ ไม่พอยังแนะนำเพื่อน แนะนำคนรู้จัก แนะนำครอบครัวมาซื้อของเราอีก นี่คือสิ่งที่สำคัญมากๆ หากคุณต้องการอยู่ได้ในระยะยาว คุณต้องสร้างความพอใจให้ลูกค้าขั้นสุด จนเค้ามั่นใจและยอมเอาคอพาดเขียงเพื่อแนะนำสินค้าและบริการของคุณให้คนรอบๆตัวได้รู้จักครับ
มองย้อนกลับมาที่ธุรกิจคุณ ตอนนี้ธุรกิจคุณติดปัญหาอยู่ที่ชั้นไหนกันครับ ลองมาแชร์กันดูก็ได้ครับ เผื่อช่วยกันคิดหาทางออกที่ดีๆได้ครับ
Mr.N
#yesclub #กลยุทธ์ธุรกิจ #ปัญหาธุรกิจ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
สำหรับคนที่ชอบอ่านบทความดีๆเกี่ยวกับการทำธุรกิจ สามารถติดตามพวกเรา yesclub ได้ที่ https://www.facebook.com/yesclubbusiness
และสำหรับบทความอื่นๆที่เกี่ยวข้องกันนั้นสามารถติดตามได้เช่นกันครับ
***5 เหตุผล ที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ไปไม่รอด
http://www.yesclubbusiness.com/2014/10/5.html
***คุณบริหารกิจการของคุณอย่างไร
http://www.yesclubbusiness.com/2014/09/blog-post_17.html
วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557
จับเล็กให้ได้ใหญ่
จับเล็กให้ได้ใหญ่
เคยมั้ยครับที่เรามองดูอะไรที่เล็กๆน้อยๆกระจัดกระจายดูเหมือนไม่มีอะไรแล้วเราก็มองผ่านมันไป ลองคิดดูว่าถ้าคุณเจอฝูงมดใหญ่ๆคุณจะยังรู้สึกมันเล็กๆมั้ย คนเล็กๆคนหนึ่ง เวลารวมอยู่ด้วยกันอยู่มากๆก็จะกลายเป็นคนกลุ่มใหญ่และมีพลังขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
ผมอยากแนะนำกลยุทธ์อย่างหนึ่งคือ Micro marketing, ซึ่งบอกแบบนี้มาหลายคนก็คงงงๆว่าคืออะไร จริงๆก็คือพวกๆเรานั่นแหล่ะ การตลาดที่ขายของให้พวกเราๆกันเองนี่แหล่ะ จะพูดง่ายๆก็คือกลุ่ม Mass หรือกลุ่มรายย่อยแบบเลยก็ว่าได้ ซึ่งโดยปกติทุกประเทศกลุ่มคนฐานใหญ่สุดจะเป็นกลุ่มคนที่รายได้น้อยที่สุด และมีจำนวนมากที่สุดถ้าเทียบกับคนที่มีรายได้สูงๆ ซึ่งคนมีรายได้สูงๆของประเทศๆหนึ่งอาจจะมีเพียง 5-10% เองก็ได้ ในไทยก็เช่นกันกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดก็คือกลุ่มนี้
หากจะทำการตลาดไปยังรายใหญ่ๆนั้นแน่นอนว่ารายได้แต่ละก้อนนั้นจะได้รายได้ก้อนโตมาแน่ๆ แบบว่ารายได้เข้ามาทีรวยเลย แต่ข้อเสียก็คือรายใหญ่นั้นจะ Demanding มากๆ ขอเยอะๆ แต่ราคาน้อยๆ ยิ่งมี power มากเท่าไรก็จะยิ่งบีบเราเท่านั้น นอกจากนี้ เรายังต้องดูแลเค้ามากๆด้วยเพราะว่าถ้าลุกค้ารายใหญ่เหล่านี้ตีจากเราไป แน่นอนบางรายถึงกับเลิกกิจการกันเลยก็มี
ดังนั้นอีกกลุ่มนึงที่อยู่ตรงข้ามกันคือกลุ่ม Mass ซึ่งเน้นเอาลูกค้าเยอะๆเข้าไว้ ได้กำไรรายละนิดรายละหน่อยแต่สามารถบริหาร portfolio ลูกค้าง่ายมาก ถึงแม้ลูกค้าจะหายไปบ้างแต่ก็จะไม่กระทบกับยอดรวมเท่าไร ข้อเสียคือบริหารกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ยากมากแต่ถ้าหาทางบริหารได้ละก็เม็ดเงินมหาศาลแน่ๆ ตอนนี้บริษัทใหญ่ๆหลายๆอุตสาหกรรม พยายามจะเจาะกลุ่มรายย่อยให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธนาคาร โทรคมนาคม และธุรกิจออนไลน์ต่างๆ และอื่นๆอีกมากมาย
ผมขอตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆเลยคือ facebook ที่เราเล่นๆกันอยู่นี่แหล่ะ คนเล่นอะฟรี ใครๆก็เล่นได้ฟรี และยิ่งเล่นมากชวนเพื่อนมามากๆยิ่งดีเลยล่ะ เพราะว่าจะสร้าง database ขนาดใหญ่มโหฬารขึ้นมา แต่ facebook ไม่ใช่องค์กรการกุศลที่ทำฟรีๆ เงินต้องจ้างพนักงาน และทุกคนต้องกินต้องอยู่กัน และธุรกิจของ facebook นั้นก็เน้นกลุ่ม mass เลยล่ะ ธุรกิจหลักของ facebook คือโฆษณานั่นเอง และก็โฆษณาสำหรับรายย่อยอย่างเรานี่เอง facebook อนุญาตให้คนที่มี page ทุกๆเพจสามารถโฆษณาขั้นต่ำได้ด้วยเงินเพียง 30 บาทเท่านั้น!! ถูกกว่ากาแฟหน้าปากซอยอีก เทียบกันถ้าเราจะไปทำโฆษณาโทรทัศน์ เราต้องกำเงินหลักหลายๆหมื่น หรือหลายๆแสนไปให้กับทางบริษัทสื่อ (กรณีที่มีโฆษณาอยู่แล้วนะ) แล้วก็ต้องไปเลือกช่วงเวลาที่จะออกอากาศ อยู่ๆจะเข้าไปบอกว่า ขอโฆษณา 5 วิ แค่ช็อตเดียว เค้าคงไม่ให้นะครับ แต่ facebook ทำได้ ซึ่งนั่นหมายความว่า facebook เปิดโอกาสให้ทุกๆคนสามารถทำโฆษณาและการตลาดบนสื่อของ facebook ได้และนั่นทำให้ facebook มีรายได้อย่างมหาศาลทีเดียว น่าสนใจมั้ยละครับ นอกจาก facebook แล้วยังมีอีกหลายๆบริษัทที่ทำตลาด micro marketing แบบนี้
ปัญหาเดียวที่ต้องทำคือจะจัดการกับลูกค้าที่มากมายขนาดนี้ได้อย่างไรให้ไม่ต้องปวดหัว (ซึ่งธุรกิจที่ใช้ platform ของ technology สามารถบริหารได้ง่ายกว่า facebook, google, amazon, etc) ซึ่งหากคุณจัดการได้ผมเชื่อว่าจะมีตลาดใหญ่ๆอีกมหาศาลที่คุณสามารถจะเจาะทำตลาดเพิ่มเติมได้ครับ วันนี้คุณจับเล็กหรือจับใหญ่ครับ
Mr.N
--------------------------------------------------------------------------
บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจ
สำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่แล้วทำไมถึงไปไม่รอด บทความดีๆที่จะบอกเหตุผลทำไมผู้ประกอบการหน้าให่ไปไม่รอด :
5 เหตุผล ที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ไปไม่รอด http://goo.gl/3ydx03
โมเดลธุรกิจของคุณเป็นอย่างไร ลองใช้ Business Model Canvas ดูซิว่าจะตอบโจทย์ลูกค้าได้แบบไหนและ value อยู่ตรงไหน :Business Model Canvas - โมเดลธุรกิจ เปลี่ยนโลก !! http://goo.gl/n7eWRa
วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557
เลือกกองทุน LTF อย่างไรดี
เลือกกองทุน LTF อย่างไรดี
ต่อจากครั้งก่อนเลย หลายๆคนอาจจะตัดสินใจแล้วว่าต้องการซื้อ LTF เพื่อใช้ลดหย่อนภาษี อาจจะรู้แล้วต้องซื้อมากน้อยแค่ไหน แต่คำถามสำคัญแล้วจะเลือกกองทุน LTF กองไหนดี มีวิธีเลือกยังไงบ้าง ผมเลยเอาวิธีเลือกแบบไม่ยากมาฝากกันครับ
1. กำไรในอดีต/ผลงานในอดีต:
อันนี้สำคัญมาก เทียบย้อนหลังไป 1 ปี 3 ปี 5ปี 7ปี ดูซิว่ากองนี้ทำกำไรเฉลี่ยแต่ละปีมากน้อยแค่ไหน เพราะนอกจากเราจะลดหย่อนภาษีแล้ว โบนัสที่จะได้จากการลงทุนใน LTF หรือกองทุนหุ้นนั้นคือเงินเราต้องเติบโตด้วย ผมเคยเจอเพื่อนคนนึง ซื้อ LTF ไป 100,000 ได้ลดหย่อนฐานภาษีที่ 30% เท่ากับว่าได้ลดหย่อนไปถึง 30,000 บาท แต่ตอนขายคืน มูลค่าของ LTF กองนั้นจากมูลค่า 1แสนเหลือเพียง 8หมื่นบาทเท่านั้น เท่ากับว่าว่า 5 ปีที่ถือมา ได้ประโยชน์ 1หมื่นบาท เฉลี่ย 5 ปี ปีละ 2พันบาท หรือปีละ 2% เท่านั้นเอง (พอๆกับฝากแบงค์เลย)2.นโยบายการลงทุน:
มีผลเกี่ยวเนื่องกับข้อ 1 อย่างชัดเจน หากคุณเข้าไปดูรายละเอียดหรือหนังสือชี้ชวนถึงนโยบายการลงทุนคุณจะรู้ว่ากอง LTF นี้ลงในหุ้นกี่ % สัดส่วนเท่าไร แล้วเงินที่ลงในหุ้นนั้นจะไปลงอุตสาหกรรมไหนบ้าง หุ้นตัวไหนบ้าง สมมติว่ากองทุนนี้มีนโยบายลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานเยอะถึง 70% แต่คุณลองวิเคราะห์เองแล้วว่ากลุ่มพลังงานคุณไม่ชอบและไม่คิดว่าจะโต คุณอาจลองพิจรณา LTF กองอื่นดูเพื่อเปรียบเทียบก็ได้3.ผู้จัดการกองทุน/บริษัทหลักทรัพย์:
ต่อเนื่องมาที่ผู้จัดการกองทุนหรือบริษัทหลักทรัพย์ ตัวบุคคลอาจไม่มีผลมากกับกองทุนใหญ่ๆ แต่สิ่งที่ต้องดูเพิ่มเติมคือว่าผู้จัดการกองทุนคนนี้ทีมงานนี้ผลงานเป็นยังไงบ้าง บริหารกองทุนกี่กองแล้วแล้วแต่ละกองผลงานเป็นอย่างไร รวมถึงกลยุทธ์แนวทางของผู้จัดการกองทุนนี้ด้วย นอกจากนี้ต้องดูด้วยว่าในแต่ละบริษัทหลักทรัพย์เจ้าของกองทุน มีทีมวิจัยข้อมูลมากน้อยแค่ไหนเพราะว่าส่วนนี้ก็สำคัญในการนำข้อมูลไปเสนอให้กับผู้จัดการกองทุนเพื่อตัดสินใจการลงทุนต่างๆด้วย4.ความน่าเชื่อถือและมั่นคงของบริษัทหลักทรัพย์:
กองทุนหรือบริษัทหลักทรัพย์ที่มั่นคงจะทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นได้มากกว่าว่าหากเกิดอะไรขึ้นบริษัทจะยังคงอยู่และเงินเราจะปลอดภัย5.ค่า fee ต่างๆ ค่าใช้จ่ายในการซื้อขาย และค่าใช้จ่ายของผู้จัดการกองทุน:
บางกองทุนจะหัก % ในการซื้อและ/หรือขาย ในการซื้อกองทุน แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นตอนขายตอนซื้อส่วนใหญ่จะฟรีครับต้องลองเปรียบเทียบกันดูหลายๆที่ และนอกจากนี้ค่าบริหารกองทุนซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนที่ดูเหมือนน้อยแต่ก็ไม่น้อยเพราะบางกองนั้นอาจจะคิดค่าบริหารกองทุนประมาณ 2% ต่อปีโดยไม่เกี่ยวกับว่าจะบริหารกองทุนขาดทุนหรือกำไรเราจะยังต้องเสียค่าบริหารกองตรงนั้นด้วย6.ขนาดกองทุน:
ไม่ค่อยเกี่ยวเท่าไรนะครับ สำหรับผมเองไม่ค่อยได้ใช้ส่วนนี้ในการดูเลย7.เพื่อน คนรู้จัก:
ซื้อตามๆกัน อันนี้แล้วแต่ความชอบละกันครับ 55หวังว่าคงจะมีประโยชน์สำหรับทุกๆคนนะครับ เลือกกองทุนที่ดีที่เหมาะสมกับเรา เงินของเรา การลงทุนของเรา และเตือนสติไว้เสมอนะครับ การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ มีกำไรได้และมีขาดทุนได้ครับ
Mr.N
-----------------------------------------------------------------------------------------------
บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นกับ LTF / RMF เข้าไปดูเบสิคกันได้ก่อนเลยกับบทความ เรามารู้จัก LTF และ RMF กันครับที่นี่ ->http://goo.gl/HMdDN3
สำหรับคนที่ยังไม่มีพอร์ตหุ้นไว้ซื้อขายลงทุน ลองอ่านวิธีเปิดพอร์ตหุ้นได้ที่นี่- http://goo.gl/0WtG99
เล่นหุ้นออนไลน์ต้องทำอย่างไรบ้าง มาเริ่มเล่นหุ้นออนไลน์กัน http://goo.gl/iZUYv3
เปิดพอร์ตก็แล้วลงทุนก็แล้ว แล้วอย่าลืมตั้งเป้าหมายการลงทุนล่ะ เป้าหมายการลงทุน http://goo.gl/tuPqQa
วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557
ภาษากับการส่งออก
สาเหตุหลักที่คนไทยไม่นิยมทำธุรกิจกับต่างชาติคือการใช้ภาษาต่างประเทศ
เนื่องจากประเทศเรามีวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์มีความภาคภูมิใจเป็นของตัวเอง เช่นเดียวกับญี่ปุ่นและจีน
รวมถึงเราเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร คนไทยหากินในเมืองไทยก็เพียงพอไม่ต้องดิ้นรนออกไปแสวงหาในต่างแดน
จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องราวของต่างประเทศมากนัก ทำให้การใช้ภาษาต่างประเทศถูกคนไทยเรามองข้ามไปพอสมควร
แต่ในยุคที่ AEC กำลังจะเริ่ม จะมีกองทัพต่างชาติเข้ามาในไทย
ซึ่งตอนนี้ก็เข้ามากันมากแล้ว เราจะไม่ได้ยินเฉพาะภาษาไทยในท้องถนนของบ้านเราอีกต่อไป
คิดว่าท่านคงเคยสังเกตกับตัวว่าคนหน้าตาเหมือนๆกัน เดินผ่านกันไป ปรากฏว่าพูดจีน
พูดเกาหลีกันปร๋อเลยก็มี
ในการทำธุรกิจระหว่างประเทศภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่นิยมใช้กันมากที่สุด เอกสารทุกอย่างที่เกี่ยวกับการส่งออกเป็นภาษาอังกฤษ
การพูดคุยสื่อสารส่งอีเมลก็ใช้ภาษาอังกฤษ แม้แต่ในอาเซียนเราก็ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการติดต่อระหว่างกัน
คนญี่ปุ่นที่สมัยก่อนไม่นิยมพูดภาษาอื่นนอกจากภาษาตัวเองก็เริ่มปรับเปลี่ยนเข้าหาคนต่างชาติมากขึ้น
จะสังเกตได้ว่าคนญี่ปุ่นสมัยนี้พูดภาษาอังกฤษเยอะมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
คนจีนเองก็เหมือนกัน
ในขณะที่เราพยายามคร่ำเคร่งนิยมเรียนภาษาจีนกันมากขึ้นเพื่อไว้ใช้ค้าขายกับคนจีน
ในทางตรงกันข้าม คนจีนเองก็นิยมเรียนและฝึกพูดภาษาอังกฤษให้มากขึ้น
ในการติดต่อกับคนจีนสมัยนี้ ก็ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักเหมือนกัน ฉะนั้นแล้วภาษาอังกฤษจึงถือว่ามีบทบาทมากที่สุด
และถือว่าเป็นภาษาที่เราต้องพูดเป็น
บางท่านอาจจะบอกว่าภาษาอังกฤษมันยากไปกลัวคนต่างประเทศไม่เข้าใจหาว่าเราพูดไม่รู้เรื่อง
เจอฝรั่งแล้วกลัว จริงๆ แล้วฝรั่งหัวแดงๆ หลายคนก็พูดภาษาอังกฤษไม่เป็น เพราะประเทศเค้าไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการเหมือนกัน
ลูกค้าผมบางรายก็ออกตัวก่อนเลยว่า “ซอรี่ ภาษาอังกฤษไอไม่ค่อยเก่งนะ” จนทำให้เราต้องพูดคุยกันจนเมื่อยมือเลยทีเดียว
ฉะนั้นแล้วภาษาอังกฤษก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวนักสำหรับคนไทยนะครับ
ส่วนข้อสงสัยว่าเราควรเป็นกี่ภาษา
ก็ตอบแบบขวานผ่าซากว่าท่านอยากค้าขายกับประเทศไหนก็ควรเป็นภาษาของประเทศนั้น
ยิ่งเป็นเยอะยิ่งดี ไม่ต้องเก่งขนาดว่าพูดได้เป๊ะ ขอแค่ทักทายได้ ไปประเทศเค้าขอข้าวกินได้
กลับโรงแรมถูก แค่นี้ก็พอแล้วครับ การทักทายเป็นภาษาของประเทศนั้นๆ
จะช่วยให้เราเป็น
ข้อดีอีกอย่างสำหรับการเป็นภาษาต่างประเทศ คือ
เราสามารถสื่อสารได้กับคนทั่วโลก ลองคิดดูสิครับ ประชากรในโลกมีประมาณ 7 พันล้านคน
คนจีนมี 1 พันล้าน ถ้าเราพูดภาษาจีนได้ เราก็สื่อสารได้กับคน 1
พันล้านคนทั่วโลกแล้ว ถ้ารวมกับภาษาอังกฤษ ภาษาฮินดี ภาษาละติน
ก็คุยกับคนได้ครึ่งโลกแล้วครับ เราไปเที่ยวไหนก็ไม่อดตายแน่นอน
พูดมาถึงขนาดนี้แล้วคงไม่มีอะไรที่จะสรุปนอกจากเชิญชวนให้ผู้ที่ต้องการทำธุรกิจส่งออกมาฝึกภาษาต่างประเทศกันเถอะครับ
ผมไม่อยากให้แค่คำว่าพูดภาษาอังกฤษไม่เป็นมาขัดขวางโอกาสของธุรกิจเราในตลาดโลกนะครับ
คนทั่วโลกกำลังต้องการสินค้าท่านอยู่ ถ้าท่านไม่ฝึกภาษาต่างประเทศเสียแต่วันนี้ พรุ่งนี้ท่านจะคุยกับเขา ไม่รู้เรื่อง
#KAL #YESCLUB
#ส่งออก #เทรดดิ้ง #การค้าระหว่างประเทศ #ออนไลน์ #หอการค้า #นำเข้าส่งออก
ใครเป็นใครในตลาดส่งออก
ขุมทรัพย์ของบริษัทเทรดดิ้ง
วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557
ฤดู LTF และ RMF เรามารู้จัก LTF และ RMF กันครับ
เข้าปลายปีทีไรก็เห็นหลายๆคนตื่นเต้นกับการซื้อ LTF และ RMF มาเพื่อลดหย่อนภาษีกัน ยิ่งหุ้นตอนนี้ยิ่งลงๆด้วย เห็นคนเดินเข้าออกธนาคารเพื่อซื้อกองทุนกันเป็นว่าเล่นเลย วันนี้ผมเลยอยาเขียนเกี่ยวกับพื้นฐานของ LTF และ RMF มาฝากแฟนๆ YES club กันครับ
รู้หรือไม่ครับว่าการลงทุนใน LTF หรือ RMF ก็สามารถช่วยลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งในแต่ละปีหากมีรายได้ต้องเสียภาษีก็ต้องมองหาวิธีที่จะลดหย่อนภาษี (ไม่ใช่เบี้ยวภาษีนะครับ แต่เอาค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปกับ LTF หรือ RMF มาเป็นค่าใช้จ่ายในปีนั้นๆเพื่อลดหย่อนอย่างถูกกฎหมาย)
วันนี้ขอพูดถึง LTF ก่อนละกันครับเดี๋ยวจะยาวเกินไป RMF ไว้จะมาต่อวันหลังให้ครับ
-LTF คืออะไรล่ะ
LTF (Long Term Equity Fund) หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว และ RMF (Retirement Mutual Fund) หรือกองทุนระยะยาวเพื่อการเลี้ยงชีพ ทั้งสองตัวคือกองทุนครับ งั้นเรามารู้จัก LTF กันก่อนดีกว่า
LTF นั้นอย่างที่บอกคือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว โดยจุดประสงค์คือต้องการให้ประชาชนคนทั่วไปได้เก็บออมได้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET และผู้จัดการของแต่ละกองทุนของ LTF ก็จะนำเงินเหล่านั้นไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือไปลงทุนในหุ้นนั่นเองแต่สัดส่วนของแต่ละกองทุนว่าจะมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมากน้อยแค่ไหนอาจจะแค่บางส่วนหรืออาจจะลง 100% เลยก็ได้แล้วแต่นโยบายของแต่ละกองทุน นอกจากจะได้ลดหย่อนภาษีแล้วเงินลงทุนเหล่านี้ยังทำให้ตลาดหุ้นไทยโตได้อีกด้วยเพราะจะมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนปีนึงอีกหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท ทำไมสภาพคล่องตลาดมากขึ้นและทำให้ตลาดหุ้นโตได้ดีในระยะยาวด้วย เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยล่ะ ประชาชนได้ลงทุนได้ลดภาษีตลาดหุ้นเติบโตเพราะอย่างน้อยเงินก้อนนี้ก็จะต้องอยู่ในระบบ 5 ปีปฎิทิน
-แล้วต้องซื้อ LTF เท่าไร
ซื้อได้ 15% ของรายได้แต่ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปีเท่านั้น และจะซื้อกี่ครั้งต่อปีก็ได้แต่ยอดรวมต้องไม่มากกว่า 15%หรือ 500,000 บาท ซื้อปีนี้สามารถเอาไปลดหย่อนรายได้ของปีนั้นๆ เช่นว่าซื้อ ตค 2557 (ปีนี้) ก็จะสามารถลดหย่อนภาษีของปี 2557 ได้ (ซึ่งจะไปยื่นภาษีไม่เกินเดือน มีค 2558)
-แล้วควรซื้อเท่าไรดี
ซื้อเท่าไรก็ได้ครับแต่ไม่เกินจำนวนที่ระบุไว้ แต่หากให้แนะนำคนที่มีฐานภาษีไม่เยอะเช่น 5% นั้นก็ต้องลองพิจรณาดีๆว่าการที่เงินก้อนนี้ต้องไปจมใน LTF 5 ปีคุ้มค่าเสียโอกาสหรือไม่ และในบางกรณีบางคนเลือกที่จะซื้อจำนวนนึงเพื่อให้รายได้หล่นจากฐานภาษีมาขั้นนึง เช่นว่าตอนนี้เสียภาษี 20% แต่รายได้ที่เกินมาเป็นฐาน 20% นั้นคือ 50,000 บาท ดังนั้นจึงเลือกซื้อเพียงแค่ 50,000 บาทเท่านั้นเพื่อให้ฐานภาษีตัวเองกลับมาอยู่ที่ 15% อันนี้ก็แล้วแต่จะวางแผนยังไง
-ซื้อแล้วต้องถือนานเท่าไร
ขั้นต่ำคือ 5 ปีปฏิทินครับ หมายถึงว่าถ้าซื้อ ธันวาคม 2557 ก็สามารถไปขายได้ตอน มค 2561 ซึ่งจริงๆคือ 3 ปีกว่าๆ แต่ถ้านับตามปีปฏิทินก็คือครบ 5 ปีแล้วนั่นเอง แต่ 5 ปีแล้วจะขายหรือไม่อีกเรื่องนึง บางคนอาจจะเห็นว่ากองทุนกำไรดีปล่อยไปก่อนไว้ขายตอนหลัง บางคนอาจจะคิดว่าอยากได้เงินมาใช้รีบขายก่อนก็ไม่ผิด หรือบางคนจะเอาเงินก้อนนั้นมาลงทุน LTF ต่อ (แต่ในกรณีนี้ถ้า LTF ได้รับการต่ออายุให้ลดหย่อนภาษีได้ต่อก็สามารถนำกลับมาซื้อต่อได้) แล้วถ้าถือไม่ถึง 5ปีปฏิทินล่ะ ก็จะต้องคืนสิทธิที่ได้ลดหย่อนไปให้กับทางสรรพากร ได้ลดหย่อนเท่าไรก็ต้องคืนเค้าไป
-LTF มีขาดทุนมั้ย
มีครับ เหมือนกองทุนทั่วไปมีกำไรและขาดทุนได้ขึ้นอยู่กับ ณ จุดเวลานั้นๆว่ามูลค่า NAV หรือราคาของกองทุนมากกว่าหรือน้อยกว่าวันที่เราซื้อ ต้องอย่าลืมว่า LTF นั้นจะต้องลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งหุ้นที่กองเข้าไปถือไว้ก็มีสิทธิ์ขาดทุนหรือกำไรได้หมดครับ เราจำเป็นต้องเลือกกองทุนที่มั่นใจว่าจะดี
-แล้วกอง LTF อะไรดี
ผมขอเอาไว้กับบทความต่อไปนะครับเพราะรายละเอียดจะเยอะเลยขอแยกเป็นบทความอีกบทความนึงนะครับ รอติดตามกันนะครับแต่หากมีคำถามเพิ่มเติมลองถามมาได้ก่อนนะครับ ถ้าตอบได้จะตอบให้เลยครับ
Mr.N
#Yesclub #LTF #RMF #กองทุน #ลดหย่อนภาษี
--------------------------------------------------------------------
บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
สำหรับคนที่ยังไม่มีพอร์ตหุ้นไว้ซื้อขายลงทุน ลองอ่านวิธีเปิดพอร์ตหุ้นได้ที่นี่-à http://goo.gl/0WtG99
เล่นหุ้นออนไลน์ต้องทำอย่างไรบ้าง มาเริ่มเล่นหุ้นออนไลน์กัน à http://goo.gl/iZUYv3
เปิดพอร์ตก็แล้วลงทุนก็แล้ว แล้วอย่าลืมตั้งเป้าหมายการลงทุนล่ะ àเป้าหมายการลงทุน http://goo.gl/tuPqQa
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






