วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Trading Firm บริษัทที่ทำธุรกิจนำเข้าส่งออก ต้องทำอะไรบ้าง


ผมทำธุรกิจนี้มาสามปีกว่าพอจะเห็นมุมมองของธุรกิจเทรดดิ้ง นำเข้าส่งออก จึงนำมาเขียนให้ผู้อ่านเห็นว่าเทรดเดอร์นั้นต้องทำอะไรบ้างครับ
1.       การหาความต้องการตลาด
เทรดเดอร์ต้องหูไวตาไว รู้ทันตลาดว่าใครต้องการอะไรที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร ถ้าเราต้องการทำเป็นเทรดเดอร์ เราต้องขยันตามตลาดและตามเทรนด์ หมั่นติดตามข่าวสารอยู่เสมอ
2.       การหาแหล่งสินค้า
ข้อนี้ถือเป็นตัววัดความชี้เป็นชี้ตายของเทรดเดอร์เลย ถ้าลูกค้าหรือตลาดต้องการสินค้านี้แล้ว เราหาสินค้ามาสนองให้ไม่ได้ หรือราคาสู้คนอื่นไม่ได้ เราก็จะไม่ใช่เทรดเดอร์ที่ลูกค้าอยากได้อีกต่อไป เทรดเดอร์ต้องหมั่นเดินทางเสาะหาติดต่อผูกมิตรกับผู้ผลิตไว้ เพื่อให้ตัวเองมีสินค้าเพื่อสนองความต้องการ
3.       การเจรจาต่อรอง
การเป็นคนกลางนั้นไม่มีอะไรง่าย เพราะต้องแบกรับความต้องการของทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อ รวมถึงต้องพยายามบริหารจัดการให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี เราอาจจะมองว่าการเป็นคนกลางนั้นง่าย แค่สั่งแค่พูด แต่จริงแล้วไม่ง่ายเลยที่จะทำให้ทุกอย่างออกมาราบรื่น
4.       การขายสินค้าและการบริหารจัดการช่องทางจัดจำหน่าย
เมื่อได้สินค้ามาแล้วเทรดเดอร์ก็ต้องมีหน้าที่ไปนำเสนอลูกค้า เทรดเดอร์บางรายที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่าย มีงานหลักที่ต้องขายสินค้าให้ได้ ช่องทางจัดจำหน่ายก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะพวกเขาคือผู้ขายสินค้า เป็นผู้นำรายได้มาให้เรา
5.       การจัดการการขนส่งและเอกสาร
เมื่อได้รับคำสั่งซื้อแล้ว เทรดเดอร์มีหน้าที่ประสานงานกับผู้ผลิตให้ผลิตและจัดส่งสินค้าได้ตามต้องการ ประหนึ่งแหมือนเป็นตัวแทนลูกค้ามาติดตามงานจากโรงงาน รวมถึงจัดหาพาหนะ จองรถจองเรือ ทำเอกสารที่จำเป็นในการใช้ส่งออกและใบอนุญาตต่างๆ รวมถึงเอกสารสัญญาทางการค้าอีกด้วย
6.       การจัดการการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน
เทอมการค้าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำการค้า ลูกค้าเราอยู่คนละประเทศกับเรา ห่างไกลกัน ระบบการชำระเงินหรือการทำการค้าก็ไม่เหมือนกัน ยิ่งทำให้ยากขึ้น การบริหารการเงินจำเป็นมาก ลองคิดดูว่าเกิดเราโชคร้ายถูกลูกค้าชักดาบ ไม่จ่ายเงิน เราต้องขายสินค้ากี่ล็อตจึงจะคืนทุน
เรื่องการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนก็เหมือนกัน เคยมีพี่ท่านนึงถามผมว่าทำไมผมไม่ยอมทำ Forward อัตราแลกเปลี่ยนไว้ ถ้าออเดอร์หนึ่งล้านบาท ถ้าผิดไป 1 % ก็เป็นเงินหนึ่งหมื่นบาทแล้ว
7.       การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง
ว่ากันว่าสต็อกเป็นสิ่งสำคัญ ในหลายรายที่แบกสต็อกตัวเองก็ต้องบริหารเงินของตัวเองที่จมอยู่กับสต็อกให้ดี ให้เพียงพอต่อความต้องการลูกค้าและตัวเองประหยัดค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด หรือจะให้ดี ให้ทำธุรกิจแบบไม่ต้องแบกสต็อกจะดีที่สุด
8.       การทำตลาดและการสร้างแบรนด์
การทำตลาดก็เป็นอีกเรื่องที่มีประโยชน์ในการทำธุรกิจเทรดดิ้ง เพราะในเมื่อวันนึงลูกค้าเราอาจจะรู้แหล่งผลิตของเรา แต่หากเรามีแบรนด์ที่อยู่ในใจผู้บริโภคอยู่แล้ว และเป็นของเรา ลูกค้าก็ยากที่จะตัดเราออกจากระบบ
9.       เน็ตเวิร์คและคอนเน็คชั่น
ข้อสุดท้ายนี้ผมหมายถึงการที่เรามีเพื่อนในวงการเดียวกัน หน่วยงานราชการ หรือเป็นสมาชิกสมาคมในธุรกิจที่เราทำอยู่นั้น จะมีประโยชน์กับเราทั้งสิ้น ยุคนี้เป็นยุคของการร่วมมือกันเพื่อแบ่งกันทำมาหากินมากกว่าต่อสู้กันอีกแล้ว
หวังว่าบทความนี้จะทำให้ท่านเห็นภาพธุรกิจเทรดดิ้งมากขึ้น และเป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงมือเข้าสู่สนามการค้าระหว่างประเทศนะครับ
#KAL #YESCLUB
#ส่งออก #เทรดดิ้ง #การค้าระหว่างประเทศ #ออนไลน์ #หอการค้า #นำเข้าส่งออก
ใครเป็นใครในตลาดส่งออก

ขุมทรัพย์ของบริษัทเทรดดิ้ง




วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แนวทางในการทำธุรกิจส่งออกสำหรับมือใหม่



สวัสดีครับ วันนี้ผมขอพูดเรื่องแนวทางการทำธุรกิจส่งออกนะครับ จากที่เคยเห็นมามีหลายแบบมากครับ ขึ้นอยู่กับ Business Model ของท่านว่าจะถนัดแบบไหน ชอบแบบไหน หรือมีกำลังคนกำลังเงินมากน้อยแค่ไหน ลองดูแนวทางต่างๆ กันเลยนะครับ
1.       Own Produce, Own Export
แนวทางนี้คือการที่บริษัทเราทำเองทุกอย่างตั้งแต่การผลิต การขายรวมถึงการทำการตลาดในต่างประเทศ ผู้ที่ทำแนวทางคือธุรกิจส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในตลาดไทยแล้วต้องการขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ มีกำลังการผลิตพร้อม มีหน่วยงานที่จะทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งออกโดยเฉพาะ สำหรับ SME บางรายอาจะเคยทำลักษณะนี้แต่สุดท้ายแล้วทำไม่ไหวก็จะลดลงมาเหลือแค่ผู้ผลิต รับจ้างผลิตให้ผู้ส่งออกอีกที
2.       Brand Owner
การเป็นเจ้าของแบรนด์ คือหนึ่งในสินทรัพย์ที่ดีที่สุดที่เทรดเดอร์ควรมี ผู้ทำธุรกิจนี้สร้างสินค้าเอง สร้างแบรนด์เอง หาช่องทางจัดจำหน่ายเอง ทั้งในไทยและต่างประเทศ ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับการตลาดและการขายเอง เหลือแค่การผลิตที่ตัวเองไม่ชำนาญไปรับจ้างผลิตแทน ผู้ทำแนวนี้ต้องหาโรงงานที่ดีให้เจอ และต้องลงทุนสูงกับการสร้างแบรนด์
3.       Exclusive Distributor
การเป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว คือการที่ผู้ส่งออกหรือเทรดเดอร์เซ็นต์สัญญาเป็นผู้จัดจำหน่ายทุกอย่างแก่ผู้ผลิตในตลาดต่างประเทศ โดยใช้แบรนด์ของผู้ผลิต เพียงแต่ในตลาดนั้นๆ ผู้ผลิตจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกิจกรรมใดๆ ทั้งสิ้น การทำธุรกิจแบบนี้ผู้ผลิตชอบมากเพราะไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวเรื่องจุกจิก จึงให้บริษัทเทรดดิ้งรายเดียวจัดการไปเลย โดยปกติจะให้ 1 ประเทศ 1 บริษัท เพื่อป้องกันปัญหาการแข่งกันเอง
4.       General Exporter
คือการไม่ผูกมัดกับผู้ผลิตหรือลูกค้าใดๆ ทั้งสิ้น เทรดเดอร์มีหน้าที่หาออเดอร์ เมื่อได้ออเดอร์ก็มาสั่งโรงงานผลิต แล้วก็ส่งมอบให้ลูกค้า การทำธุรกิจแบบนี้เหมาะสำหรับนักธุรกิจส่งออกมือใหม่ ที่ยังไม่มีเครดิตมากพอ หรือยังไม่เชี่ยวชาญในตลาดหรือสินค้ามากพอ ส่วนข้อเสียคือมีคู่แข่งเยอะ เพราะใครๆ ก็ขายได้เหมือนกับเรา
5.       Sourcing Agent
มีบริษัทต่างประเทศหลายแห่งต้องการสินค้าจากไทยหลายชนิดรวมๆ กัน แต่ไม่มีกำลังพอที่จะมาหาสินค้าด้วยตัวเอง จึงแต่งตั้งผู้แทนจัดซื้อในประเทศแหล่งสินค้านั้นๆ เพื่อจัดซิ้อสินค้าตามที่ต้องการ รวมตู้แล้วจัดส่ง ส่วนใหญ่เป็นการรวมสินค้าหลายๆ ชนิดมากกว่าชนิดเดียว ผมเคยเจอบริษัทจากฮ่องกงแห่งหนึ่ง ต้องการให้ผมเป็น sourcing agent ให้กับเขา โดยให้ลิสต์สินค้ามา เชื่อมั้ยครับ เค้ารู้จักสินค้าไทยดีกว่าคนไทยรู้จักซะอีก
6.       Commission Broker
คือการเป็นตัวกลางในการหาสินค้า งานของเราไม่มีอะไรเลยนอกจากการหาผู้ซื้อและผู้ผลิตให้มารู้จักกัน เหมือน match maker และเราก็จะรับค่าคอมมิชชั่นจากการซื้อขายนั้นๆ ข้อดีคือไม่ต้องเสี่ยง ส่วนข้อเสียคือสมัยนี้การหาแหล่งสินค้าทำได้ง่ายขึ้น จึงไม่ค่อยจำเป็นต้องพึ่งพาโบรกเกอร์ลักษณะนี้เท่าไหร่ แต่อาจจะมีบางแห่งที่ผู้ผลิตยังไม่ต้องการทำตลาดมากนัก
ลองดูแต่ละโมเดลนะครับว่าท่านถนัดสนใจแบบไหน เราไม่ต้องทำหมดทุกอย่างนะครับ เพราะมันจะทำให้เราจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่มีจุดเด่นอะไรไปสู้เขาได้
#KAL #YESCLUB
#ส่งออก #เทรดดิ้ง #การค้าระหว่างประเทศ #ออนไลน์ #หอการค้า #นำเข้าส่งออก


วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Trading Firm บริษัทที่ทำธุรกิจนำเข้าส่งออก ต้องทำอะไรบ้าง





ผมทำธุรกิจนี้มาสามปีกว่าพอจะเห็นมุมมองของธุรกิจเทรดดิ้ง นำเข้าส่งออก จึงนำมาเขียนให้ผู้อ่านเห็นว่าเทรดเดอร์นั้นต้องทำอะไรบ้างครับ
1.       การหาความต้องการตลาด
เทรดเดอร์ต้องหูไวตาไว รู้ทันตลาดว่าใครต้องการอะไรที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร ถ้าเราต้องการทำเป็นเทรดเดอร์ เราต้องขยันตามตลาดและตามเทรนด์ หมั่นติดตามข่าวสารอยู่เสมอ
2.       การหาแหล่งสินค้า
ข้อนี้ถือเป็นตัววัดความชี้เป็นชี้ตายของเทรดเดอร์เลย ถ้าลูกค้าหรือตลาดต้องการสินค้านี้แล้ว เราหาสินค้ามาสนองให้ไม่ได้ หรือราคาสู้คนอื่นไม่ได้ เราก็จะไม่ใช่เทรดเดอร์ที่ลูกค้าอยากได้อีกต่อไป เทรดเดอร์ต้องหมั่นเดินทางเสาะหาติดต่อผูกมิตรกับผู้ผลิตไว้ เพื่อให้ตัวเองมีสินค้าเพื่อสนองความต้องการ
3.       การเจรจาต่อรอง
การเป็นคนกลางนั้นไม่มีอะไรง่าย เพราะต้องแบกรับความต้องการของทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อ รวมถึงต้องพยายามบริหารจัดการให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี เราอาจจะมองว่าการเป็นคนกลางนั้นง่าย แค่สั่งแค่พูด แต่จริงแล้วไม่ง่ายเลยที่จะทำให้ทุกอย่างออกมาราบรื่น
4.       การขายสินค้าและการบริหารจัดการช่องทางจัดจำหน่าย
เมื่อได้สินค้ามาแล้วเทรดเดอร์ก็ต้องมีหน้าที่ไปนำเสนอลูกค้า เทรดเดอร์บางรายที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่าย มีงานหลักที่ต้องขายสินค้าให้ได้ ช่องทางจัดจำหน่ายก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะพวกเขาคือผู้ขายสินค้า เป็นผู้นำรายได้มาให้เรา
5.       การจัดการการขนส่งและเอกสาร
เมื่อได้รับคำสั่งซื้อแล้ว เทรดเดอร์มีหน้าที่ประสานงานกับผู้ผลิตให้ผลิตและจัดส่งสินค้าได้ตามต้องการ ประหนึ่งแหมือนเป็นตัวแทนลูกค้ามาติดตามงานจากโรงงาน รวมถึงจัดหาพาหนะ จองรถจองเรือ ทำเอกสารที่จำเป็นในการใช้ส่งออกและใบอนุญาตต่างๆ รวมถึงเอกสารสัญญาทางการค้าอีกด้วย
6.       การจัดการการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน
เทอมการค้าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำการค้า ลูกค้าเราอยู่คนละประเทศกับเรา ห่างไกลกัน ระบบการชำระเงินหรือการทำการค้าก็ไม่เหมือนกัน ยิ่งทำให้ยากขึ้น การบริหารการเงินจำเป็นมาก ลองคิดดูว่าเกิดเราโชคร้ายถูกลูกค้าชักดาบ ไม่จ่ายเงิน เราต้องขายสินค้ากี่ล็อตจึงจะคืนทุน
เรื่องการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนก็เหมือนกัน เคยมีพี่ท่านนึงถามผมว่าทำไมผมไม่ยอมทำ Forward อัตราแลกเปลี่ยนไว้ ถ้าออเดอร์หนึ่งล้านบาท ถ้าผิดไป 1 % ก็เป็นเงินหนึ่งหมื่นบาทแล้ว
7.       การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง
ว่ากันว่าสต็อกเป็นสิ่งสำคัญ ในหลายรายที่แบกสต็อกตัวเองก็ต้องบริหารเงินของตัวเองที่จมอยู่กับสต็อกให้ดี ให้เพียงพอต่อความต้องการลูกค้าและตัวเองประหยัดค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด หรือจะให้ดี ให้ทำธุรกิจแบบไม่ต้องแบกสต็อกจะดีที่สุด
8.       การทำตลาดและการสร้างแบรนด์
การทำตลาดก็เป็นอีกเรื่องที่มีประโยชน์ในการทำธุรกิจเทรดดิ้ง เพราะในเมื่อวันนึงลูกค้าเราอาจจะรู้แหล่งผลิตของเรา แต่หากเรามีแบรนด์ที่อยู่ในใจผู้บริโภคอยู่แล้ว และเป็นของเรา ลูกค้าก็ยากที่จะตัดเราออกจากระบบ
9.       เน็ตเวิร์คและคอนเน็คชั่น
ข้อสุดท้ายนี้ผมหมายถึงการที่เรามีเพื่อนในวงการเดียวกัน หน่วยงานราชการ หรือเป็นสมาชิกสมาคมในธุรกิจที่เราทำอยู่นั้น จะมีประโยชน์กับเราทั้งสิ้น ยุคนี้เป็นยุคของการร่วมมือกันเพื่อแบ่งกันทำมาหากินมากกว่าต่อสู้กันอีกแล้ว
หวังว่าบทความนี้จะทำให้ท่านเห็นภาพธุรกิจเทรดดิ้งมากขึ้น และเป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงมือเข้าสู่สนามการค้าระหว่างประเทศนะครับ
#KAL #YESCLUB
#นำเข้าส่งออก
ใครเป็นใครในตลาดส่งออก

ขุมทรัพย์ของบริษัทเทรดดิ้ง




วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Business Model Canvas - โมเดลธุรกิจ เปลี่ยนโลก !!


หากจะพูดถึงการทำธุรกิจ หลายๆท่านคงจะนึกถึง การทำแผนธุรกิจ ที่เป็นเหมือน คัมภีร์ในการดำเนินธุรกิจ และ กลยุทธ์ต่างๆให้ได้ตามแผนที่วาง ไว้ ในอดีต การทำโมเดลธุรกิจ ไม่มีแบบแผน ไม่มีต้นแบบ แต่ละคนก็ design กันเอาเองตามใจชอบ ในมหาวิทยาลัย ก็ยังไม่ค่อยมีการสอนในเรื่องของการทำ โมเดลธุรกิจ กันสักเท่าไหร่

จนเมื่อประมาณปี 2008 ก็มี หนังสือชื่อ Business Model Generation ออกมาวางตลาด และ มีการนำเสนอ concept ที่เรียกว่า Business Model Canvas, แม่แบบการทำโมเดลธุรกิจ หรือ ผืนผ้าใบโมเดลธุรกิจ. ทฤษฎีนี้เกิดขึ้นจากการทำงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันของผู้ประกอบการกว่า 470 คน จาก 45 ประเทศทั่วโลก

หลังจากนั้นเป็นต้นมา Business Model Canvas ก็เป็นที่นิยม และ เริ่มใช้ตามองค์กรใหญ่ และ กลุ่ม Startup (ผู้ประกอบการหน้าใหม่) จนตอนนี้ก็มาถึงไทยเป็นที่เรียบร้อย มีหนังสือแปลขายหาได้ตามร้านหนังสือทั่วไป แต่ก็ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้ในองค์กรต่างๆ ยกเว้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ ที่เริ่มนำไปใช้กันแล้ว

Business Model Canvas คือ สิ่งที่จะมาช่วยในการอธิบายให้เราเข้าใจในธุรกิจขององค์กรในภาพรวมทั้งหมด เข้าใจว่าองค์กรนำเสนออะไรให้ก ับลูกค้า ส่งให้เค้าอย่างไร ผลิตอย่างไร มีใครเกี่ยวข้องบ้าง ต้นทุนมีอะไรบ้าง และ รายได้จะมาจากทางใดบ้าง เรียกได้ว่า มีแค่กระดาษแผ่นนี้แผ่นเดียว คุณก็จะเข้าใจ ธุรกิจของคุณทั้งหมดในทันที

ในโมเดลธุรกิจจะมี ส่วนประกอบอยู่ 9 อย่างที่เราต้องพิจารณาครับคือ
1. Value Proposition (การเสนอคุณค่า)
กำหนดคุณค่าของสินค้า หรือ บริการของคุณขึ้นมา ว่า คุณค่าอะไรเป็นสิ่งที่คุณจะนำเสนอให้กับลูกค้าของคุณ

2. Customer Segments (กลุ่มลูกค้า)
กำหนด กลุ่มลูกค้าของคุณขึ้นมา ว่าเค้าเหล่านั้นเป็นใคร

3. Channels (ช่องทางการส่งมอบสินค้า, บริการ)
ช่องทางการขาย และ การส่งมอบสินค้าและบริการของคุณ ไม่ว่าจะเป็น การขายหรือให้บริการผ่านหน้าร้าน, ออนไลน์ ,ขายผ่าน retailers, delivery หรือ ไปรษณีย์

4. Customer Relationships (ความสัมพันธ์กับลูกค้า)
การสร้างความสัมพันธ์ของคุณกับลูกค้าของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการมีพนักงานคอยดูและ การสร้างแบรนด์, การทำบัตรสมาชิก การติดต่อส่งข้อมูล หรือ ให้บริการหลังการขาย

5. Revenue Stream (รายได้)
รายได้ของคุณมาจากอะไรบ้าง มาจากที่ไหน ได้มาอย่างไร จะมีมากหรือน้อยแค่ไหน ต่อวัน ต่อเดือน ต่อปี

6. Key Resources (ทรัพยากรหลัก)
ทรัพยากรหลักที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจและส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้า อาจจะเป็น เงินทุน, ที่ดิน, เครื่องจักร, คน หรือ วัตถุดิบต่างๆ

7. Key Activities (กิจกรรมหลัก)
กิจกรรมหลักอะไรบ้างที่คุณต้องทำเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่คุณจะนำเสนอให้ลูกค้า อาจจะเป็นเรื่องของการผลิต การสร้างnetwork แผนการขายการตลาด

8. Key Partners (คู่ค้าที่สำคัญ)
คู่ค้าหลักๆของคุณมีใครบ้างที่จะเป็นส่วนช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ อาจจะเป็น Supplier และ คู่ค้าที่จะมาช่วยในการผลิต ในการขนส่ง หรือ อื่นๆ

9. Cost Structures (โครงสร้างต้นทุน)
สุดท้าย ต้นทุนของคุณมีอะไรบ้าง ไม่มว่าจะเป็น พวกต้นทุนคงที่ต่างๆเช่น เงินเดือน ค่าเช่า หรือ ต้นทุนผันแปร ต่างๆในการผลิตสินค้า และรวมไปถึงค่าใช้จ่ายต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นในการทำธุรกิจนี้

การทำโมเดลธุรกิจอันนี้ จะมีหลักในการทำงานง่ายๆครับ แค่คุณเข้าใจก่อน ว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้างใน โมเดลธุรกิจ หลังจากนั้น ก็ทำตารางโมเดลธุรกิจเปล่าๆไว้ แผ่นใหญ่ๆ เป็นลักษณะคล้ายๆผืนผ้าใบ (เค้าเลยเรียกว่า Canvas ครับ) เสร็จแล้วก็เตรียม กระดาษโน้ตแพดเอาไว้ แล้วก็พอเขียนอะไรในหัวข้อในก็เอาไปแปะในช่องนั้นๆ ค่อยๆทำไปทีละเรื่อง นึกอะไรออกก็แปะไปทีละช่องจนเต็ม เสร็จแล้วก็มารีวิว กันอีกที บางคนก็ใช้เป็นการวาดรูปแทนการเขียน ซึ่งก็ใช้งานได้เช่นกัน

โมเดลธุรกิจ มันมีประโยชน์มากๆครับ ไว้ใช้ในการมองภาพรวมของธุรกิจที่เรากำลังจะทำ หรือ กำลังทำอยู่ และ เราสามารถนำสิ่งนี้ไปต่อยอดสิ่งสำคัญต่างๆได้อีกมากมาย ใช้ง่าย ประหยัดเวลา ง่ายกว่าทำแผนธุรกิจเยอะเลยครับ แต่ได้ผลดีไม่แพ้กัน ผมว่า ดีไม่ดี ได้ผลดีกว่าการทำแผนธุรกิจอีกครับ

ไม่แน่ใจว่ามีเพื่อนๆในเพจสนใจเรื่องนี้กันหรือเปล่าครับ หากมีคนสนใจ ไว้ผมจะมาเล่ารายละเอียดในแต่ละขั้นตอนให้อ่านกันอีกเรื่อยๆครับ ใครสนใจช่วยลง คอมเม้นไว้ให้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากๆครับ คราวหน้าจะได้เอาตัวอย่างมาให้ดูกันครับ

ARA
#YESClub
#BusinessModel

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2557

มาเริ่มเลือกหุ้นตัวแรกกันดีกว่า

 

 

มาเริ่มเลือกหุ้นตัวแรกกันดีกว่า



ผมมีได้เขียนเกี่ยวกับวิธีเปิดพอร์ตหุ้น หรือว่า การซื้อขายออนไลน์ แล้วก็การตั้งเป้าหมายการลงทุนไปแล้ว ตามลิงค์ด้านล่างนี้นะครับ สำหรับใครที่ยังไม่ได้เริ่มลงทุนแล้วยังไม่ได้เตรียมตัวยังไงลองอ่านเพิ่มเติมกันก่อนได้เพราะว่าวันนี้ผมจะเอาวิธี 1 ในวิธีเลือกหุ้นมาให้เลือกกัน ดังนั้นใครยังไม่มีพอร์ต รีบไปเปิดกันได้แล้วนะครับ


วิธีเปิดพอร์ตหุ้น http://goo.gl/0WtG99
เล่นหุ้นออนไลน์ http://goo.gl/iZUYv3
เป้าหมายการลงทุน http://goo.gl/tuPqQa


สำหรับคนที่เปิดพอร์ตแล้วกำลังรออยู่ว่าแล้วหุ้นที่มี 600 กว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์บ้านเรา จะเลือกยังไงดีจะให้ไปนั่งสแกนทีละบริษัทก็ไม่ไหวเพราะมีบริษัทเยอะมากๆ วันนี้ผมเลยเอาวิธีง่ายๆมาแนะนำกันครับแต่ก่อนเข้าเรื่องอยากจะเล่าเรื่องอะไรให้ฟังกันก่อน


เมื่อวานเป็นวันที่ผมต้องไปธุระหลายที่มากๆเลยต้องตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อให้ธุระทั้งหมดสามารถเสร็จทันได้ในเวลา จริงๆแล้วผมตั้งใจไปดูบ้าน แล้วก็คอนโดซึ่งแพลนไว้จะไปดู 3-4 โครงการ ซึ่งเป็นของแสนสิริ, QH, Land & House แล้วตอนบ่ายก็นัดเจอเพื่อนกินข้าวที่ Paragon นัดกันไปกิน Mk เพราะทุกคนสะดวกสำหรับห้างที่ติดรถไฟฟ้าก็เลยตกลงกันว่าจะไปเจอที่ Paragon ตอนเย็นๆนั้นก็จะไปซื้อของที่ Central นิดหน่อยพอดี notebook มีปัญหาแล้วก็อยากเดินดูพวก tablet หน่อยเผื่อเอามาใช้ในงานได้


ตั้งแต่เช้าผมเลยไปเติมน้ำมันก่อนเพราะน้ำมันจะหมดก็เลยไปปตทเพราะว่าจะได้แวะซื้อกาแฟ amazon กินด้วย (เป็นกาแฟโปรด) แล้วก็แวะซื้อน้ำใน 7-11 หน่อย เติมเสร็จเหมือนเดิมผมก็จ่ายบัตรเครดิตของกรุงศรีไปเพราะว่าได้แต้มแถมได้ส่วนลดด้วย และก็เริ่มด้วยการไปดูบ้านและคอนโดของทั้งสามโครงการเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันเพราะคนก็มาดูเยอะใช่เล่น อาจเป็นเพราะวันเสาร์ก็ได้คนเลยมีเวลามาเดินดูกันกว่าจะเสร็จเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน หลังจากนั้นผมเลยกลับมาบ้านเอารถจอดไว้ที่บ้านแล้วนั่ง BTS ไป Paragon เพื่อนัดเจอเพื่อนจะได้ไปกินข้าวกันที่ Mk ตามที่นัดไว้ ไปถึงก่อนเวลานิดนึง แม่ก็โทรมาฝากจ่ายบิลค่าโทรศัพท์ของ AIS ด้วยแล้วก็ฝากซื้อขนมปังของ S&P ผมก็เลยต้องต้องไปจ่ายค่าโทรศัพท์กับรีบไปซื้อขนมปังของ S&P ก่อนเพราะตอนแรกตั้งใจจะไปจ่ายเงินบัตรเครดิตของกรุงศรีด้วยซึ่งแต่ละที่ก็ใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว สุดท้ายก็ได้เจอเพื่อนกินข้าวกันอิ่มหนำสำราญแล้วก็ได้เวลาแยกย้ายกันกลับบ้านผมก็นั่ง BTS กลับมาที่บ้านเหมือนเดิมเพื่อไปรับคุณแฟนแล้วไปที่ central ต่อตามที่แพลนเอาไว้กินข้าวเสร็จเลยไปที่ IT city กับ Jmart เพื่อดู notebook กับ tablet ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีรุ่นที่ถูกใจ (เลยรอราคาลดนิดนึง 55) สุดท้ายแล้วก็กลับบ้านเป็นอันหมดโปรแกรมซักที แล้วก็กิน swensen แล้วกลับบ้าน


จบแล้วครับสำหรับวิธีเลือกหุ้น ........55 ไม่ใช่ๆ จริงๆเรื่องที่ผมเล่าไปเนี่ยเป็นวิธีที่ผมใช้ในการเลือกหุ้นเลยนะครับ เพราะสำหรับผมเองนั้นผมเลือกหุ้นมาจากธุรกิจใกล้ๆตัวทั้งนั้น เรามาดูกันว่าผมเจอหุ้นอะไรบ้าง

1.    ปั้มน้ำมัน (PTT)
2.    สะดวกซื้อ (CPALL – 7/11)
3.    ธนาคาร (BAY)
4.    อสังหา (SIRI, QH, LH)
5.    ขนส่ง (BTS)
6.    โฆษณา (VGI/Maco)
7.    ร้านอาหาร (M-ร้านอาหารMK แต่ตัวย่อคือ M, SNP – ร้าน S&P, MINT – Swensen เป็นธุรกิจของ Minor Food)
8.    สื่อสาร (ADVANC –AIS ในตลาดใช้ชื่อว่า ADVANC, IT – IT City, JMART – J-Mart, SIS/SYNEX เป็น distributor อุปกรณ์ IT ในประเทศไทย)


จะเห็นได้ว่าแค่ผมใช้ชีวิตประจำวันนั้นก็จะสามารถเห็นธุรกิจหลายอย่างในตลาดหลักทรัพย์ที่น่าสนใจได้ เราอาจจะดูว่าอันนี้คนเยอะ อันนี้คนน้อย อันนี้เราใช้บริการเยอะ เราเข้าใจโมเดลธุรกิจมันยากง่ายแค่ไหน คุณเองเป็นส่วนนึงตรงนั้นซึ่งได้เปรียบกว่าธุรกิจที่คุณไม่เคยใช้ไม่เคยจับต้องสินค้าแล้วต้องไปเริ่มเรียนรู้ใหม่ๆ มันทำให้คุณสามารถต่อยอดได้อีก เช่นว่าสมมติปั๊มน้ำมันหรือธุรกิจน้ำมัน คุณอาจจะมอง ESSO, BCP ไปด้วย หรือสะดวกซื้อคุณอาจจะมองถึง BIGC, Robin หรือที่เป็น modern trade อื่นๆ หรือธนาคารคุณอาจจะดู BBL, Kbank, SCB หรือธนาคารอื่นๆ หรืออาจจะรวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์ต่างๆได้อีกเยอะมาก อันนี้เป็นแค่คู่แข่งโดยตรงที่คุณอาจจะมองต่อได้ ในบางกรณีคุณอาจจะลองคิดถึงคู่ค้าของบริษัทเหล่านั้นดูคุณอาจจะเจอหุ้นดีๆบริษัทดีๆได้อีกเยอะ เช่นว่า ใครเป็นคนส่งของให้ร้านอาหารนี้ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทเป็นบริษัทไหน หรือว่าบริษัทนี้ทำธุรกิจอื่นด้วยอีกมั้ย คู่แข่งในอุตสาหกรรมนั้นเป็นใคร เพียงแค่ยกสินค้ามาหนึ่งตัว คุณอาจสามารถหาหุ้นที่เกี่ยวข้องมาได้อีกเป็นสิบๆบริษัท


ส่วนนี้เป็นแค่ส่วนเบื้องต้นที่จะทำให้คุณสนใจในหุ้นหรือธุรกิจใดธุรกิจนึงก่อนจะเข้าไปวิเคราะห์ถึงรายละเอียดเชิงลึกมากกว่านี้มากขึ้นในอนาคต อย่าพึ่งเข้าไปเลือกซื้อทันที วิธีนี้อย่างน้อยจะทำให้คุณ screen หุ้นออกไปเยอะทีเดียวละและตอนต่อๆไปผมจะเอาวิธีเลือกหุ้นอื่นๆมาให้อ่านกันต่ออีกครับ อย่าลืมติดตามกันต่อนะครับ
ปล ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้บอกว่าเป็นหุ้นดีหรือไม่ดีนะครับ ต้องเอาไปวิเคราะห์แบบละเอียดต่ออีกทีนึงนะครับ


Mr.N
#Yesclub #ลงทุนในหุ้น

วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557

5 เหตุผล ที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ไปไม่รอด



ทาง CB Insight ในอเมริกาได้มีการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่ต่างๆ (ส่วนใหญ่จะเป็นพวกธุรกิจเกี่ยวกับ Technology, Internet) และ ได้สรุปถึงเหตุผลต่างๆ มาได้ 20 อย่าง ซึ่งวันนี้ ผมได้นำเอา 5 อันดับแรก มาพูดถึงครับ

1. No Market Need (ไม่มีความต้องการในสินค้าของคุณในตลาด)
ทุกวันนี้ ทุกๆคน มัวแต่คิดกันว่า จะทำอะไรต้องแตกต่าง ต้องสร้างความต่าง ต้องเป็น แกะดำ ออกมาจากฝูงแกะให้ได้ จนบางครั้งก็แตกต่างออกไปเป็นอย่างมาก แต่ ต่างอย่างไม่มีคุณค่า หรือ แตกต่างจนใช้งานไม่ได้ ในเรื่องนี้น่าจะเป็นประเด็นหลักที่ ผู้ที่อยากจะทำธุรกิจใหม่ มองหาแต่ความแตกต่างที่จะนำเสนอในโลกธุรกิจ แต่ลืมคิดไปว่า มันจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับผู้บริโภคหรือไม่ หรือไม่ก็ชอบคิดเข้าข้างตัวเองจนเกินไปว่า "จะต้องสร้างเทรนด์ใหม่ให้ได้ ต้องเป็นอะไรที่ไม่เหมือนใคร" สุดท้ายก็เจ๊งกันไป เพราะ สิ่งที่ทำออกมาไม่มีใครต้องการเลย ในข้อนี้จากผลสำรวจ กว่า 42% บอกว่า เจ๊งเพราะเรื่องนี้ครับ

2. Ran out of Cash (เงินหมด)
เงินสดหมุนเวียน เป็นเรื่องที่ตามมาเป็นอันดับ 2 มีผู้ประกอบการกว่า 29% บอกว่า เงินสดนี่แหล่ะ คือปัญหา เพราะเงินสด คือลมหายใจของธุรกิจ ข้อนี้เป็นอะไรที่คลาสสิคมากสำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ เพราะมักจะลืมคิดถึง เงินสดที่ต้องใช้ในการใช้จ่ายในแต่ละเดือน เงินที่ต้องซื้อวัตถุดิบมาก่อน เงินสำหรับ Stock สินค้าต่าง ซึ่งเงินเหล่านี้ บางทีเราต้องออกเงินไปก่อน และกว่าจะได้เงินกลับมาจากลูกค้า บางทีพอหมุนไม่ทันก็อาจจะแย่ได้ ยิ่งถ้ามีการค้าขายในระบบเครดิต ยิ่งต้องระวังให้ดีครับ

3.Not the Right Team (ปัญหาในทีมงาน)
23% บอกว่า ต้องล้มเหลวกันไปเพราะมีปัญหาในเรื่องของการทำงานร่วมกันในทีม ปัญหาระหว่างผู้ก่อตั้ง ปัญหาระหว่างคนทำงาน หัวหน้าลูกน้อง ซึ่งทั้งหมด เป็๋นเรื่องของการจัดการในเรื่องของคน ทั้งสิ้น ผู้ประกอบการจะต้องมีความสามารถในการบริหารทีม บริหารคน และลดข้อขัดแย้งในการทำงาน ในทัศนคติ เพื่อที่จะทำให้ทีมและองค์กรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. Get Outcompeted (พ่ายแพ้จากการแข่งขัน)
ในข้อนี้ กว่า 19% บอกว่า ธุรกิจที่ปิดตัวลงไปเพราะ แข่งขันกับ คู่แข่งรายอื่นๆไม่ได้ สุดท้ายก็เลยต้องยอมถอยออกมา อาจจะเป็น เพราะไม่ได้เตรียมการในการแข่งขัน หรือ อาจจะเพราะเราเป็นหน้าใหม่ อาจจะเจอเจ้าตลาดที่เค้ารอเล่นงานเราอยู่แล้วก็เป็นได้ หากไม่อยากจะเจอปัญหาในข้อนี้ ผู้ประกอบการต้อง ศึกษาและวิเคราะห์คู่แข่ง ให้ดี ก่อนที่จะเข้าไป หรือ เมื่อเข้าไปในสนามแข่งแล้ว ก็ต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหว ของคนอื่นๆด้วยเช่นกันครับ

5. Price / Cost Issue
อันดับที่ 5 ที่ทำให้ธุรกิจใหม่ไปไม่รอด ก็คือ เรื่องของ ราคาและต้นทุน ในเรื่องนี้ น่าจะเป็นเพราะก่อนที่จะเริ่มธุรกิจ ไม่ได้มีการศึกษาในเรื่องของต้นทุน หรือ ค่าใช้จ่าย ให้ดี และ ให้ละเอียดเสียก่อน หรือไม่ก็มองข้ามพวกค่าใช้จ่ายแอบแฝงต่างๆ ไปไม่ได้นำมาคิด เลยทำให้เมื่อเริ่มธุรกิจแล้ว ราคาขายที่เราขายไป ไม่คุ้มกับ ต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เรามีอยู่ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณจะเปิดร้านอาหาร คนที่เคยทำร้านอาหารมามักจะรู้ว่า ต้นทุนอาหารต้องไม่ควรเกิน 35% ไม่อย่างงั้น อยู่ไม่รอดแน่ๆ เพราะคุณมีค่าใช้่จ่ายอื่นๆอีกมากมายรอคุณอยู่ แต่สำหรับ คนที่ไม่เคยทำ เราคงคิดแค่ว่า หากได้กำไร 50% จากต้นทุนก็น่าจะสูงพออยู่แล้ว สุดท้ายก็ปิดกิจการกันไป

ที่เขียนมาทางเราเพียงแค่ ดึง 5 เรื่องหลักๆ ที่ทำธุรกิจไปไม่รอด มาพูดถึงครับ หากอยากจะทราบทั้ง 20 เรื่อง ว่ามีอะไรบ้าง สามารถไปอ่านได้ จากต้นฉบับตาม Link ได้ล่างได้เลยครับ

http://thenextweb.com/insider/2014/09/25/top-20-reasons-startups-fail-report/

ARA

#YESClub

------------------------------------
บทความที่เกี่ยวข้อง

หลัก 7 ประการที่จะทำให้ ธุรกิจคุณเจ๊งแน่นอน !!
http://www.yesclubbusiness.com/2014/08/7.html

5 เคล็ดลับในการเริ่มธุรกิจแล้วไม่เจ๊ง จาก Richard Branson
http://www.yesclubbusiness.com/2014/09/5-richard-branson.html

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หลักง่ายๆในการเขียน โครงการ - Project Management



โครงการ คือ ส่วนหนึ่งของธุรกิจ ทุกๆธุรกิจ มักจะมีโครงการต่างๆ อยู่มากมาย และ บางโครงการ หากสำเร็จก็จะกลายเป็นธุรกิจใหม่ ๆขึ้นมาได้  ไม่ว่าคุณจะอยู่ในองค์กรใหญ่ หรือ จะเป็นเพียงการทำธุรกิจเล็กๆของตัวคุณเอง หากคุณรู้วิธีในการเขียนโครงการ ก็จะเป็นสิ่งที่จะช่วยให้คุณสามารถ ทำให้ไอเดีย แนวคิดต่างๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ และ สามารถที่จะดำเนินงานตามแผนไปได้ อย่างง่ายดาย 

การเขียนโครงการ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการเริ่มธุรกิจ โดยทั่วๆไปในองค์กรใหญ่ๆ ผู้ที่จะดูแลโครงการนั้นมักจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้รอบด้าน ต้องเข้าใจทั้งในเรื่องของการบริหาร และ การดำเนินงาน และมักจะเป็นผู้ที่กำหนดอนาคต และ ชี้ทางในการดำเนินธุรกิจใหม่ๆ ขององค์กร ส่วนใหญ่ในองค์กรใหญ่ การเขียนแผนโครงการ มักจะต้องใช้เวลา และ ต้องทำข้อมูลกันค่อนข้างมาก เนื่องจากต้องศึกษารายละเอียดเยอะ แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว หลักในการเขียนโครงการนั้นไม่ได้ยากอย่างที่หลายๆคนคิด และเราสามารถที่จะนำ หลักตรงนี้ มาใช้ในการประยุกต์ใช้กับการทำโครงการต่างๆ ในชีวิตเราก็เป็นได้เช่นกัน เช่น หากจะเปิดธุรกิจใหม่, อยากจะจัดงานเลี้ยงรุ่น, จัดงานกีฬาสัมพันธ์, อยากจะทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง เราสามารถที่จะนำหลักนี้ไปใช้ได้หมดครับ

ต้องบอกก่อนนะครับ ว่า การเขียนโครงการ ไม่ใช่ แผนธุรกิจ เป็นแค่จุดเริ่มต้นของการทำโครงการอะไรสักอย่าง เพื่อเป็นแนวทางในการทำงาน ข้อมูลอาจจะไม่ตรงบ้างก็ไม่เป็นไรครับ อย่างน้อยขอให้รู้ว่าเรากำลังทำอะไร ยังไงอยู่ก็ดีแล้วครับ

หลักการเขียนโครงการง่ายๆมีดังนี้ครับ
1.       ที่มาโครงการ
สาเหตุที่ต้องมีที่มาโครงการ เนื่องจากจะได้เป็นการทบทวนตัวเราเอง ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไปเพราะตลาดมีศักยภาพมาก หรือ ทำไปเพราะเป็นการต่อยอดธุรกิจ หรือ ทำเป็นเพราะต้องเป็นการดำเนินการตามทิศทางขององค์กร หรือ วิสัยทัศน์ของผู้ประกอบการ
  
2.    วัตถุประสงค์
กำหนดเป้าหมาย หรือ ผลที่เราต้องการทำจากโครงการนี้ ว่ามันคืออะไร เช่น เพื่อเพิ่มยอดขาย, เพื่อลดค่าใช้จ่าย, เพื่อขยายฐานลูกค้า, เพื่อเพิ่มความพึงพอใจ, เพื่อสร้างช่องทางขายใหม่ๆ หรือ เพื่อเหตุผลส่วนตัวอะไรก็แล้วแต่ มีอะไรก็ใส่ไปให้หมดครับ
 
3.  รายละเอียดโครงการ ขอบเขตงาน
โครงการนี้ เราจะต้องทำอะไร มีขอบเขตงานอย่างไร มีรายละเอียดอะไรบ้าง ให้ใส่ไปให้หมดเลยครับ เพื่อที่จะกำหนดแนวทางในการดำเนินงานของเราได้ทั้งหมด เวลาเราเริ่มงานจะได้ไม่ตกหล่นหรือพลาดเรื่องสำคัญๆไป 

       4. กำหนดสิ่งที่ต้องทำ
สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้นมามีอะไรบ้าง ทำรายการขึ้นมา กำหนดผู้รับผิดชอบ และ รายละเอียดต่างๆให้ครบ และ ไล่เรียงลำดับการทำงานตั้งแต่ต้น จนจบ เขียนเป็นข้อๆ เช่น หากจะทำธุรกิจ ต้องเริ่มจาก  ศึกษาตลาด, ศึกษาคู่แข่ง, หา Supplier, ทำแผนธุรกิจ, ทดลองผลิตสินค้า, นำเสนอขาย…
 
       5. กำหนดระยะเวลา (Timeline)
หลังจากที่มีการกำหนดสิ่งที่ต้องทำเรียบร้อยแล้ว ควรจะกำหนดระยะเวลา ให้ชัดเจนครับ ข้อนี้สำคัญมาก เพราะหลายต่อหลายโครงการ ไม่เสร็จสักทีก็เพราะไม่ยอมกำหนดเวลากันนั่นแหล่ะครับ
 
         6.  กำหนดเงินลงทุน และ ผลที่จะได้รับ  
สุดท้าย กำหนดเงินลงทุน หากยังไม่มีข้อมูลที่สมบูรณ์ ก็ลงคร่าวๆ ไว้ก่อน พร้อมกับผลที่คาดว่าจะได้รับ หากได้ทำโครงการนี้จริงๆ หากระหว่างที่ดำเนินงานจริงๆ ไปตามแผนแล้ว พบว่า เงินลงทุนที่ทำไปในผิด ก็ค่อยมาแก้ไขกันอีกทีก็ได้ครับ

ส่วนใหญ่ในการเขียนโครงการ บางครั้ง อาจจะต้องมีการเขียนการแก้ไขกัน สองถึงสามครั้งหรือ มากกว่านั้น ครั้งแรกมักจะเป็นการกำหนดการทำงานในการหาข้อมูลทุกๆอย่างก่อน เมื่อได้มาครบ ก็พอที่จะทำเป็นโครงการที่สมบูรณ์ที่จะนำไปเสนอให้กับนักลงทุน หรือ ผู้บริหารได้
การทำแผนโครงการ นั้นในความเป็นจริง ไม่ได้จะมีอะไรตายตัวครับ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ยิ่งถ้าเป็นธุรกิจ หรือ โครงการของเราเอง ก็เลือกทำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นที่สำคัญ เพื่อที่เราจะได้มีการวางแผน และ ไม่ทำอะไรผิดพลาดไปครับ หวังว่าเพื่อนๆผู้อ่านคงจะเอา หลักเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์กันได้บ้างนะครับ

ARA
#YESClub #Project